ความสุข
![]()
“ความสุขแยกออกได้เป็นสองแบบ
สุขพึงใจ (Happiness) กับสุขชื่นใจ (Bliss)
สุข พึงใจเป็นความสบาย เช่น การได้กินอาหารอร่อย
คนรอบข้างน่ารัก แน่นอนมันรวมการได้รถยนต์คันใหม่
เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น ขายหุ้นได้ราคาดี การมีคู่ครองที่ดี
เป็นความพึงใจที่ผูกกับวัตถุและ/หรือสภาวะภายนอก
เมื่อวัตถุหรือสภาวะภายนอกนั้นเสื่อมสลาย
สุขพึงใจก็ลอกเปลือกออกเห็นตันตนภายในคือทุกข์
![]()
สุขชื่นใจลึกซึ้งกว่านั้นมาก สุขชื่นใจซื้อหาไม่ได้
เพราะเป็นความรู้สึกและตัวตนภายใจ
ขณะที่สุขพึงใจคือการรับ สุขชื่นใจคือการให้
ขณะที่สุขพึงใจคือความดื่มด่ำ สุขชื่นใจคือความเข้าใจ
![]()
การเข้าสู่สภาวะนิพพานทางพุทธ หรือซาโตริทางเซน
ก็คือความเข้าใจที่ก่ำให้เกิดสุขชั้นสูง อันปูฐานมาจากการรู้จักพอ
ปรัชญาพุทธสอนให้มองความสุขว่าเป็นความเข้าใจสภาวะของตัณหา
เมื่อเข้าใจก็เกิดความสันโดษ พอเพียง ชีวิตก็เรียบง่าย
ความสุขชื่นใจเกิดมาจากสติ
ความรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยความเยือกเย็น
ไม่ร้อนรน และสงบเสงี่ยม ทว่านี่ไม่ใช่คุณสมบัติที่ได้มาง่าย ๆ
ต้องผ่านประสบการณ์ การทดสอบ และความทุกข์
โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่หล่อหลอมคน
ให้ไขว่คว้าหาความสุขตามแนวทางที่ การตลาดกำหนด
ตัณหาใหม่ ๆ ถูกสร้างขึ้นตามจุดหมายแห่งกำไรสูงสุด
![]()
เนื่องจากสุขไม่ใช่สสาร การผูกตัวเองกับวัตถุนิยม
จึงเป็น ‘ความสุข’ ประเดี๋ยวประด๋าว
เหมือนไฟไหม้ฟาง มาวูบเดียว ไปวูบเดียว”
จาก ความฝันโง่ ๆ หนังสือเสริมกำลังใจชุด 2, หน้า 212
โดย วินทร์ เลียววาริณ

