Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!
ทำได้ไง


ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ นะคะว่า

เจ้าอีโก้ของเด็กตัวเล็กๆ แค่นี้

จะใหญ่โตมโหฬารเกินตัวได้ถึงขนาดนั้น

หากไม่รีบกำจัดออกไปเสียก่อน

ระวังให้ดีล่ะ

จะเสียคนก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ว่าแต่ว่า

เจ้า “อีโก้” นี่

มันคืออะไร และมีบทบาทในชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน

มาดูกันค่ะ

จากบทความของ ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช

อีโก้ (ego) หรือความถือตน
อติมานะ เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้

• อีโก้ที่รุนแรงทำให้ฟังไม่เป็น ฟังแบบลึก (Deep Listening) ไม่เป็น

• อีโก้ คู่กับการถือตนเป็นใหญ่หรือเป็นศูนย์กลาง
เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเป็นทีม การเรียนรู้เป็นทีม
คนที่อีโก้จัดมากจะทำงานใหญ่ไม่ได้ เพราะจะไม่มีมิตรภาพกว้างขวาง

• ความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น เคารพผู้อื่น
ทำให้มีกัลยาณมิตรกว้างขวาง

• ความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และของผู้อื่น ไม่ใช่อีโก้ (ที่ผิดปกติ)

• ความเคารพตนเอง และเคารพผู้อื่น ไม่ใช่อีโก้ (ที่ผิดปกติ)

• ความสำเร็จในชีวิตเป็นทั้งคุณและโทษ
ส่วนที่เป็นโทษคือถ้าไม่มีสติจะเกิดความลำพองใจ หรือเหลิง ได้ง่าย

อีโก้ (Ego) หมายถึง จิตที่รู้สำนึกที่ก่อตัว
และพัฒนาขึ้นมาเมื่อเด็กเจริญเติบโต
เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ และความรู้สึกนึกคิด
จากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่สั่งสม
จึงทำให้อีโก้ได้รับการพัฒนาจนทำให้บุคคลมีความสามารถ
ในการคิดที่อยู่ในวิสัยแห่งความเป็นจริง (realistic thinking)
รวมทั้งมีความสามารถเผชิญกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกระทำ จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นนักบริหาร
หรือเป็นผู้จัดการของอิด (a manager for the id)
โดยอีโก้จะเป็นผู้เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการ
ตามสัญชาตญาณให้เกิดความพอใจ

โดยยึดถือความเป็นจริงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
เนื่องจากจิตได้กำหนดความต้องการขึ้นมากจนเกินไป
อีโก้จึงจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในวิสัยที่สามารถจัดการได้
โดยยึดถือความสำคัญของความต้องการแต่ละอย่างเป็นหลัก
วมทั้งคอยขัดขวางยับยั้งควบคุมให้อิดแสดงออกที่เหมาะสม
(Onkvisit and Show.1994:108)

ดังนั้นจังเห็นได้ว่า การปฏิบัติการของอีโก้
จึงเป็นการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า
“หลักแห่งความเป็นจริง” (Reality principle)
นั่นคือ ความสามารถที่จะเลื่อนเวลาปลดปล่อยความเครียดออกไปได้
จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม จากตัวอย่างข้างต้น
แม้ว่าบุคคลจะเกิดความหิว ซึ่งอิดอาจจะกระตุ้นให้แย่งชิงอาหารจากเพื่อน
แต่อีโก้ก็จะห้ามปรามเอาไว้โดยให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งไม่ควรปฏิบัติ
เพราะน่าเกลียด แสดงให้เห็นถึงความตะกละและป่าเถือน
จึงควรหักห้ามใจเอาไว้รอเวลาอีกหน่อย
อาจจะได้รับอาหารมากกว่านี้ เป็นต้น

แนวความคิดหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับ
ในการศึกษาจิตวิเคราะห์นั่นคือทฤษฏีบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์

http://img225.imageshack.us/img225/9578/200pxsigmundfreudlocze0qk9.jpg

ซิกมันต์ ฟรอยด์ เป็นชาวออสเตรเลีย
แต่เกิดในประเทศเยอรมัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1856-1939

ซิกมันต์ ฟรอยด์ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาไว้หลายเรื่อง
แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ แนวคิดเรื่องบุคลิกภาพ
นั่นคือ อิด อีโก้ และ ซุปเปอร์อีโก้

อิด คือ แรงผลักดัน แรงกระตุ้นปรารถนาจากภายใน
เป็นแหล่งสะสมพลังที่จะผลักดันออกมา

อีโก้ คือ ผลจากความต้องการของอิด
ทำให้มีแรงผลักดันอีโก้ออกมา
แต่จะต้องอยู่ภายใต้เหตุผลการควบคุมของโลกความคิด กับโลกความจริง

ซุปเปอร์อีโก้ คือ ลักษณะ คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม
ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
สิ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย
เป็นขอบเขตที่จะป้องกันอีโก้ ไม่ให้เกินเลยหลุดพ้น

ทั้งสามสิ่งเป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
ในการทำงานของจิตซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพ

แต่สำหรับ  แอริคสัน ( Erik H. Erikson) แล้ว

อีโก้ เป็นแรงขับดันอันทรงพลังอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

เขาเรียกมันว่า พลังอีโก้ ( Ego Strenght)

http://img244.imageshack.us/img244/2064/225pxerikerikson2cm9ij5.png

Ego ตามความหมายของแอริคสัน
หมายถึงคุณสมบัติที่พึงมีพึงเป็น เมื่อบุคคลสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติ
ทางด้านจิตวิทยาสังคมในแต่ละขั้นตอนของชีวิตทั้ง 8 ขั้นตอนได้ด้วยดี
ดังนั้นอีโก้ของแอริคสันได้แก่
ความมีกำลังวังชา
การมีความหวัง
การรู้จักควบคุมตนเอง
การมีความตั้งมั่น
การมีแนวทางและเห็นความหมายของภารกิจที่ตนกำลังทำอยู่
การรู้จักวิธีจัดการ การมีสมรรถภาพ
การมีความบริสุทธิ์ใจ
การมีความจงรักภักดีต่อคุณค่าหรืออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต่อกลุ่ม
หรือต่อสถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งที่ตนสังกัดอยู่
การรู้จักสร้างไมตรีกับผู้อื่น การรู้จักรักและสนิทสนมกับผู้อื่น
การมีผลงานสร้างสรรค์ การให้ความอนุเคราะห์อาทรบุคคลอื่น
การรู้จักปล่อยวางและความฉลาดรู้เท่าทันโลกเท่าทันชีวิต

แอริคสันตระหนักดีว่า คุณสมบัติต่างๆที่กล่าวมา
ค่อนข้างเป็น “อุดมคติอันสูง”อยู่มาก แต่ก็เป็น คุณสมบัติ ‘ความเป็นมนุษย์’
ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาและทุกสมัย
ปรารถนาสร้างสรรค์ให้พึงมีพึงเป็นในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ตามอุดมคติของตน ดังนั้น Ego ของแอริคสันจึงมีชื่อเรียกว่า
‘อีโก้ที่สร้างสรรค์’ (Creative Ego)
แม้คำว่า อีโก้ที่สร้างสรรค์มิใช่คำที่แอริคสันเป็นผู้ใช้เอง
แต่นักแต่งตำราผู้ให้ความหมายนี้ตีความหมาย
จาก คุณสมบัติและวิวัฒนาการของ Ego ตามที่แอริคสันกล่าวถึง
ซึ่งเกิดขึ้นเป็นลักษณะ พัฒนาการจากขั้นหนึ่งสู่ ขั้นสอง สาม สี่
จนถึงแปด ตามลำดับที่แสดงไว้ขั้นต้นนี้

แอริคสันยังอธิบายด้วยว่า Ego
หมายความครอบคลุมถึงคุณสมบัติที่บุคคลพยายามต่อสู้ดิ้นรน
เพื่อเอาชนะความขัดแย้งและภาวะวิกฤติทางสังคมจิตวิทยา

จากประสบการณ์อันยาวนานในฐานะนักจิตวิเคราะห์ผู้ช่ำชองหลายสิบปี
แอริคสันยอมรับว่า มนุษย์มีส่วนของความไร้เหตุผล ความอ่อนแอ
การเสแสร้งแกล้งทำ มีความกลัว ความกังวล ความสำนึกผิด (บาป)
แต่แอริคสันเชื่อมั่นเสมอว่าลักษณะต่างๆเหล่านี้
สามารถลบล้างหรือลดหย่อนลงได้ด้วยพลังอีโก้ ที่สร้างสรรค์
มนุษย์ทุกคนมีพลังนี้แต่ถูกบดบัง
ลักษณะบุคลิกภาพทางลบ จึงมีพลังเหนือความคิด จิตใจและพฤติกรรม
หากได้รับความช่วยเหลือจากนักจิตวิเคราะห์
พลังอีโก้สร้างสรรค์ ก็จะถูกสร้างขึ้นมามีอิทธิพลเหนือลักษณะทางลบด้านต่างๆ
บุคคลก็จะเปลี่ยนบุคลิกภาพจากความอ่อนแอ มาเป็นบุคลิกภาพที่เข้มแข็งได้
ข้อเขียนต่างๆของแอริคสันได้เน้นพลังอัน แข็งแกร่งของอีโก้
ซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ภาวะวิกฤติของชีวิต
และข้อขัดแย้งทางจิตใจข องมนุษย์ได้ แทบทั้งสิ้น

Tags:

Comments are closed.