ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง?
เรื่องดีๆ ที่คัดตัดตอนจากจดหมายข่าวดังตฤณ
มาให้ได้อ่านได้คิดกันค่ะ
ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง?
จากคำถามที่ว่า “ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง?”
ทุกวันนี้ถือว่าอยู่ในกรอบของความเป็นคนดี คบเพื่อนดี ไม่คิดทำร้ายใคร
ไม่เที่ยวเสียหาย ทำทานบ้างตามโอกาส แต่กลับคิดมาก เครียดเก่ง
ขี้วิตกกังวลง่ายๆคล้ายไม่ต้องมีต้นสายปลายเหตุ
อย่างนี้จะถือว่าจิตกำลังสะสมความหม่นหมองทีละเล็กทีละน้อย
จนถึงขั้นร้ายแรงในที่สุดหรือไม่?

คำตอบง่ายๆเลยครับ สำหรับบางคน
ความหม่นหมองเกิดจากความเคยชินที่จะหม่นหมอง
หรือยอมตนให้กับความหม่นหมองจนเคยตัว
เรื่องไม่น่าคิดก็เก็บมาคิด เรื่องไม่น่าวิตกก็เก็บมาวิตก
หากเข้าข่ายดังว่านี้ ก็ขอให้คุณทราบเถิดว่าโรคช่างวิตกมีต้นสายปลายเหตุ
การยินยอมตกเป็นเบี้ยล่างของความวิตก
โดยไม่หาทางทำอะไรให้ดีขึ้นนั่นเองคือต้นเหตุ
เหมือนเราตกลงไปในหนองน้ำที่เน่าเหม็นและชื้นแฉะน่ารังเกียจ
แล้วตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดเนื้อตัวเราจึงไม่แห้งเสียที
เหตุใดกลิ่นเหม็นเน่าจึงยังติดผิวกายเราอย่างน่าอึดอัดระอา
นี่ก็เป็นเพราะเราไม่หาทางยกตัวขึ้นจากหนองน้ำนั่นเอง
หนองน้ำที่ว่านี้มีพิษด้วยนะครับ เหมือนทำให้สมองเราฝ่อลงได้
หดหู่ท้อแท้ และเชื่ออยู่ลึกๆว่าจะไม่มีวันขึ้นจากหนองน้ำได้
นับว่าแปลกแต่จริง ยิ่งนานวันก็จะยิ่งซ่านไปตามเนื้อตัว
สะสมไว้ที่จุดต่างๆคล้ายไขมันมีพิษ ทำให้ผิดปกติไปต่างๆนานา
บางวันหงุดหงิดง่าย แต่บางวันก็คล้ายเกิดอาการทอดอาลัยตายอยาก เป็นต้น
ส่วนที่ว่าอาจพัฒนาถึงขั้นร้ายแรงหรือไม่ก็ขอให้ตรองดู
ถ้าคุณมีชีวิตที่ปราศจากความสุข
อะไรมันจะเลวร้ายไปได้มากกว่านั้นอีก?
ชีวิตที่ขาดความสุขนั้น
แม้เคยเป็นดอกไม้ก็ต้องเปรียบกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ
ดอกไม้จะดูเป็นดอกไม้อยู่หรือหากเหี่ยวเฉา?
การปราศจากสุขทั้งที่ไม่มีเหตุให้ทุกข์อย่างชัดเจนนั้น
แสดงถึงวิธีคิดที่ผิดพลาด
เรียกว่าเหตุแห่งทุกข์ก็คือวิธีคิดนั่นเอง
ในระหว่างใช้ชีวิตอันเป็นปกติ
หากยังตัดสินใจเลือกที่จะเป็นสุขไม่ได้
แล้วขณะใกล้ขาดใจตายจะมีความแน่นอนอันใด
เป็นหลักประกันที่น่าไว้ใจเล่า?
ไม่มีสิ่งใดเป็นศัตรูผู้ให้โทษกับเรา
ได้เท่าการตั้งจิตไว้ผิดพลาดอีกแล้ว


