ใจคน

From Forward MailS, ธรรมะ ทำไม No Comments »

เวลานาทีสั้นยาวเท่ากัน…
มีแต่ใจคนที่ไปเร่ง หรือหน่วงเหนี่ยวให้มันเร็วช้า
…สรรพสิ่งดำเนินไปตามครรลอง หน้าที่
ถ้าใจไม่เกาะเกี่ยว เหนี่ยวรั้ง ฝืนดึง
ดูมันอย่างที่มันเป็น ก็จะไม่มีปัญหาใด

จาก จดหมายจากภูผาเหล็ก ฉบับที่ 11
โดย ชลนิล

Tags: ,

ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง?

ธรรมะ ทำไม No Comments »

เรื่องดีๆ ที่คัดตัดตอนจากจดหมายข่าวดังตฤณ

มาให้ได้อ่านได้คิดกันค่ะ

สันติสุข

ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง?

จากคำถามที่ว่า “ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง?”

ทุกวันนี้ถือว่าอยู่ในกรอบของความเป็นคนดี คบเพื่อนดี ไม่คิดทำร้ายใคร

ไม่เที่ยวเสียหาย ทำทานบ้างตามโอกาส แต่กลับคิดมาก เครียดเก่ง

ขี้วิตกกังวลง่ายๆคล้ายไม่ต้องมีต้นสายปลายเหตุ

อย่างนี้จะถือว่าจิตกำลังสะสมความหม่นหมองทีละเล็กทีละน้อย

จนถึงขั้นร้ายแรงในที่สุดหรือไม่?

คำตอบง่ายๆเลยครับ สำหรับบางคน

ความหม่นหมองเกิดจากความเคยชินที่จะหม่นหมอง

หรือยอมตนให้กับความหม่นหมองจนเคยตัว

เรื่องไม่น่าคิดก็เก็บมาคิด เรื่องไม่น่าวิตกก็เก็บมาวิตก

หากเข้าข่ายดังว่านี้ ก็ขอให้คุณทราบเถิดว่าโรคช่างวิตกมีต้นสายปลายเหตุ

การยินยอมตกเป็นเบี้ยล่างของความวิตก

โดยไม่หาทางทำอะไรให้ดีขึ้นนั่นเองคือต้นเหตุ

เหมือนเราตกลงไปในหนองน้ำที่เน่าเหม็นและชื้นแฉะน่ารังเกียจ

แล้วตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดเนื้อตัวเราจึงไม่แห้งเสียที

เหตุใดกลิ่นเหม็นเน่าจึงยังติดผิวกายเราอย่างน่าอึดอัดระอา

นี่ก็เป็นเพราะเราไม่หาทางยกตัวขึ้นจากหนองน้ำนั่นเอง

หนองน้ำที่ว่านี้มีพิษด้วยนะครับ เหมือนทำให้สมองเราฝ่อลงได้

หดหู่ท้อแท้ และเชื่ออยู่ลึกๆว่าจะไม่มีวันขึ้นจากหนองน้ำได้

นับว่าแปลกแต่จริง ยิ่งนานวันก็จะยิ่งซ่านไปตามเนื้อตัว

สะสมไว้ที่จุดต่างๆคล้ายไขมันมีพิษ ทำให้ผิดปกติไปต่างๆนานา

บางวันหงุดหงิดง่าย แต่บางวันก็คล้ายเกิดอาการทอดอาลัยตายอยาก เป็นต้น

ส่วนที่ว่าอาจพัฒนาถึงขั้นร้ายแรงหรือไม่ก็ขอให้ตรองดู

ถ้าคุณมีชีวิตที่ปราศจากความสุข

อะไรมันจะเลวร้ายไปได้มากกว่านั้นอีก?

ชีวิตที่ขาดความสุขนั้น

แม้เคยเป็นดอกไม้ก็ต้องเปรียบกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ

ดอกไม้จะดูเป็นดอกไม้อยู่หรือหากเหี่ยวเฉา?

การปราศจากสุขทั้งที่ไม่มีเหตุให้ทุกข์อย่างชัดเจนนั้น

แสดงถึงวิธีคิดที่ผิดพลาด

เรียกว่าเหตุแห่งทุกข์ก็คือวิธีคิดนั่นเอง

ในระหว่างใช้ชีวิตอันเป็นปกติ

หากยังตัดสินใจเลือกที่จะเป็นสุขไม่ได้

แล้วขณะใกล้ขาดใจตายจะมีความแน่นอนอันใด

เป็นหลักประกันที่น่าไว้ใจเล่า?

ไม่มีสิ่งใดเป็นศัตรูผู้ให้โทษกับเรา

ได้เท่าการตั้งจิตไว้ผิดพลาดอีกแล้ว

ขอขอบคุณ คุณดังตฤณค่ะ

Tags:

แม่ขี้บ่น ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

ธรรมะ ทำไม, แบ่งกันอ่าน No Comments »

คัด ตัดตอนมาจาก หนังสือเล่มน้อยๆ
เหตุสมควรโกรธ ไม่มีในโลก”
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

แม่ขี้บ่น ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น
เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก
หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่
เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก
แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ

อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ
ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน
เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา
ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา

หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย
ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา
การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ

ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง
ใจก็คิดดี มีเมตตา
เห็นอกเห็นใจแม่
พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ

พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก
ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป
ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย
สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด
เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ

ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้
เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น

ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน
มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000
ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้
เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง
โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง
แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น
ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน
แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก

คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง
แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ
เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่
เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย
แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ
ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน
แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ
เราจะ…สกปรกน่าดู

เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ
เป็นคุณธรรมประจำใจ

เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี
และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร
ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่
ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ

เป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่

แม่ก็แค่.. คัดย่อเอาตอนที่ดีๆ

มาให้เด็กๆได้อ่าน ได้รับรู้บ้างเท่านั้นล่ะจ้ะ

Tags: ,

ทำดีได้ดี

ธรรมะ ทำไม No Comments »

ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีเรื่องเล่ากันว่า

หลายปีก่อน มีคนแก่คนหนึ่ง ดูท่าทางยากจน

เสื้อผ้าก็เก่า ล้มนอนอยู่ข้างถนนหน้าโรงพยาบาล

นางพยาบาลคนหนึ่งเห็นเเข้าก็พาเข้ามาในโรงพยาบาล

และเยียวยารักษาให้เป็นอย่างดีด้วยความเอาใจใส่

ไม่นานก็ดีขึ้น คนแก่คนนั้นจะกลับบ้านแต่เขาไม่มีเงินติดตัวเลย

นางพยาบาลก็ให้ค่ารถพอที่เขาจะขึ้นรถกลับบ้านได้

ไม่กี่วันเขานั่งรถเบ็นซ์ แต่งตัวดี เป็นเถ้าแก่มาเยี่ยมนางพยาบาลใจดี

และถามว่าอยากได้อะไรบ้าง นางพยาบาลก็ตอบกลับไปว่า

“ฉันเองไม่อยากได้อะไร แต่ถ้ามีตึกสักหลังหนึ่ง

ทางโรงพยาบาลจะได้รักษาคนไข้มากขึ้น”

เถ้าแก่คนนั้นจึงสร้างตึกให้โรงพยาบาลหลังหนึ่ง

การทำความดีก็อาจจะมีผลมากมายได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะการทำบุญกับผู้ทรงศีล

ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมีอานิสงส์ใหญ่มีผลใหญ่

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าให้ละบาปเป็นประการแรก

ให้มีหิริโอตตัปปะ ละอายบาป กลัวบาป

ให้เกิดสติปัญญา กำลังใจ ในการละบาป

ให้เกิดศรัทธาในการทำความดี

ผลดี ผลเสียวิบากกรรมมีจริงๆ

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงๆ

คัดบางส่วนมาจากหนังสือผิดก่อน-ผิดมาก
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

Tags:

เคล็ดลับการใช้สมาธิช่วยให้เรียนเก่ง

Something to Share, ธรรมะ ทำไม No Comments »

เคล็ดลับการใช้สมาธิช่วยให้เรียนเก่ง
โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

นักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยกำลังศึกษา
ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติสมาธิพิจารณาธรรม
ก็ให้ยกเอาวิชาความรู้ที่เราเรียนมา ในชั้นของเรานั่นแหละ
มาเป็นอารมณ์พิจารณา
เราเรียนมาทางวิทยาสตร์ เศรษฐศาสตร์
รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตาม
อย่างวันนี้ไปโรงเรียนมา อาจารย์สอนอะไรมา
พอกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำ รับประทานอาหาร
อ่านหนังสือดูตำรับตำรา

ก่อนนอนไหว้พระ นั่งสมาธิ
เวลาเรานั่งสมาธิ ให้พยายามคิด
ทบทวนความรู้ที่เรียนมาแต่ละวันๆ
เพื่อจะให้เรารู้ได้ว่าวันนี้เราจำได้กี่มากน้อย
เอาหลักวิชาที่เราเรียนมานั่นแหละ
เป็นอารมณ์จิตในการพิจารณา
อย่าไปเข้าใจว่าเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาแล้ว
จิตออกนอกลู่นอกทาง ไม่ใช่อย่างนั้น
แม้แต่ว่าเราตั้งใจปฏิบัติสมาธิเอาสิ่งอื่นเป็นอารมณ์
เช่น บริกรรมภาวนา เป็นต้น
เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ตามธรรมชาติแล้ว
จิตของเราหนักอยู่ในแง่ไหน
ผูกพันอยู่กับเรื่องอะไร มันจะวิ่งไปหาสิ่งนั้น
แล้วจะไปคิดปรุงแต่งวิจัยอยู่ในสิ่งนั้นๆ
อันนี้หมายถึงสมาธิที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ
มันจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น
เราอย่าไปเข้าใจผิดว่าจิตมันฟุ้งซ่าน
หรือว่าออกนอกลู่นอกทาง
เพราะคำว่า สภาวธรรมหมายถึง กายกับใจของเรา
สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
รวมทั้งธุรกิจการงานอันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน
การศึกษาวิชาความรู้ที่เราเรียนมานั้นๆ
อันนี้เป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติธรรม
เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ

ถ้าเราดำเนินการปฏิบัติดังที่กล่าวนี้
สมาธิกับงานของเราจะมีความสัมพันธ์กัน
แล้วเราจะรู้สึกว่าโอกาสที่เราปฏิบิติสมาธิ
มันจะไม่มีอุปสรรคขัดข้อง
เพราะว่าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์จิตในการภาวนาได้
เช่นอย่างเวลานักศึกษาจะปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน
พออาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์
ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์มายืนที่หน้าห้อง
เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์
อย่าให้สายตาและจิตไปอื่น จ้องอยู่อย่างนั้น
จนกว่าจะจบชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน

เราจะได้สมาธิในการเรียน ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องกันจริงๆ
ในเมื่อได้สมาธิอย่างเข้มแข็ง
เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ
จิตจะว่างลงนิดหนึ่ง คำตอบจะผุดขึ้นมา
เราจะเขียนเอา เขียนเอา ไม่ต้องคิดอะไรมาก
บางทีเวลาก่อนสอบ
จิตของเราจะบอกให้ดูหนังสือเล่มนั้น
จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น ข้อสอบจะออกที่ตรงนี้
อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน
ถ้าหากเราพยายามปฏิบัติต่อเนื่องกัน
ทุกชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน เราจะได้พลังของสมาธิ
มีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ทำให้เราเรียนดีขึ้นๆๆ
อันนี้คือผลประโยชน์ที่เราจะพึงได้

ภาพวาดโดย Mai-Thu

Tags: ,
Create a free blog with Bloggoo.
Images by desEXign.