Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!


หลายคนคงจะเคยได้ยินคำพูดนี้

จากพระพยอมกันมาแล้ว

โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

ในขณะที่จิตใจถูกครอบงำไว้ด้วยความโกรธ หรือโทสะจริต

คนเรามักมีพฤติกรรม หรือทำอะไรแปลกๆ

และร้อยทั้งร้อยมักจะรุนแรง

ถ้ารุนแรงแล้วไม่เดือดร้อนชาวบ้านก็ไม่เท่าไหร่

เช่น โกรธแล้ววิ่งไปซักผ้า ล้างจาน ถูพื้น หรือขัดห้องน้ำ

แต่ไอ้ประเภทโกรธแล้วอยากจะทำร้ายคน

อันนี้อันตราย

ภาวะจิตใจเช่นนี้เอง

เป็นภาวะจิตที่มักขับดันให้คนก่ออาชญากรรมได้ง่าย

เพราะขาดการยับยั้งชั่งใจ

หรือเรียกว่าสภาวะ “ขาดสติ”

ทำนองเดียวกับคนบ้ากระทำผิด

การที่เขากระทำผิดก็เพราะเขาขาด

สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สำนึกผิดชอบชั่วดี”

หรือถ้าจะยังพอมี ก็มีแบบกะพร่องกะแพร่ง

ไม่เพียงพอที่จะควบคุม หรือระงับยับยั้งชั่งใจได้

ดังนั้นโกรธก็คือโง่ โมโหก็คือบ้า

จริงแท้ดั่งคำพระท่านว่าทีเดียว

การใช้สติ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

และควรจะมีอยู่เสมอ

สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างเป็นสุข

จงเป็นสุขเป็นสุขกันเถิด

นะคะ


อุบายในการระงับความโกรธ

โดย
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ประการแรก อดทน อย่าให้โกรธ

มันใช้มือไปทุบคนโน้นตีคนนี้ อย่าให้โกรธ

มันใช้ปากไปด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ใช้ความอดทน

ในเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ทีนี้อุบายถ้าเราจะใช้

ก็พิจารณาถึงอกเขาอกเรา โกรธแล้วเราไม่ฆ่า

ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก แม้ในใจโกรธอยู่

แต่ไม่ทำสิ่งนั้นลงไป มันก็ไม่มีบาปมีกรรมอะไร

ในเมื่อโกรธมันไปจนสุดฤทธิ์แล้ว มันก็หมดไปเอง

เมื่อเรายังไม่มีอุบาย ถ้าเรามีอุบายพิจารณา

ว่าความโกรธมันเป็นทุกข์อย่างนี้ๆ

เราไม่ควรโกรธเลย เอาแค่นี้ก็ได้

แต่ประการสำคัญที่สุด โกรธแล้วต้องระวัง อดกลั้น

อย่าเผลอไปทำความผิดพลาดอย่างรุนแรงขึ้นมา

เมื่อทำผิดพลาดลงไปแล้วจะเสียใจภายหลัง

เช่น พ่อแม่โกรธลูกคว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนมันอย่างไม่นับ

จนหนังมันแตกเป็นริ้วเป็นรอยเลือดสาด

ในขณะที่เราทำอยู่นั้น

เราอาจจะคิดว่าเราได้ทำอะไรสมที่โกรธแล้ว

แต่เมื่อโกรธมันหายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น

ความเสียใจภายหลัง

เดี๋ยวก็นั่งร้องไห้กอดเขา “เราไม่น่าทำเลย”

การปฏิบัติเพื่อระงับความโกรธ

1. ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ

ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย

ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธตนก่อน

ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

2. ให้ระลึกถึงความดีของเขา

เพราะแต่ละคนย่อมมีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในตัว

ถ้าหาความดีไม่ได้จริง ๆ ก็ให้นึกสงสารเขาว่า

ต่อไปจะต้องประสบผลร้าย จากการประพฤติไม่ดีอย่างนี้

3. ให้คิดถึงความจริงที่ว่า การโกรธคือการทำให้ตัวเองทุกข์

คนที่โกรธแล้วเป็นสุขไม่มีในโลก

4. ให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

กรรมที่เกิดจากความโกรธ จะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปอีก

5. ให้พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาว่า

พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้

ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย

ตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น

โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนม์ชีพของพระองค์เอง

เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง เบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ

ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ

ถึงแม้เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรู

6. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด

เมตตาก็มีคุณก่อให้เกิดผลดีมากฉันนั้น

ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น

ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้

ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น



Hey you,

expecting results without effort!

So sensitive!

So long-suffering!

You, in the clutches of death,

acting like an immortal!

Hey sufferer,

you are destroying yourself!

-Santideva, Bodhicaryavatara

From “365 Buddha: Daily Meditations”

จงใช้ชีวิตด้วยความเพียรบนความไม่ประมาท
อย่าอยู่ไปเรื่อยๆ ..อยู่ไปวันๆ
หรือนั่งรอความหวังโดยไม่ยอมทำอะไรด้วยตนเอง

เพราะนั่นเป็นความเสี่ยงที่สุดของตัวคุณแล้ว
และคุณนั่นแหละที่จะเป็นคนที่ทำลายตัวเอง


คัดตัดตอนจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว

ฉบับที่ ๕๓ ประจำวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

จากคุณบก. กลางชล

เมื่อดูผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเอแบค

ที่เขาสำรวจกันมาเมื่อช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม ๒๕๕๑ นี้

ก็เห็นเขาบอกว่า

“คะแนนความสุขมวลรวม” ของคนไทย

จากคะแนนเต็ม ๑๐ อยู่ที่ ๑.๙๘ เท่านั้นเองนะคะ

คุณผู้อ่านล่ะคะ… ช่วงที่ผ่านมา

ความสุขโดนกระทบกันไปมากน้อยแค่ไหน

ถ้าจะให้คะแนนความสุขกับชีวิตตัวเอง

เต็ม ๑๐ คิดว่าอยู่ที่เท่าไหร่กันคะ?

http://img520.imageshack.us/img520/2931/18os7.gif

หลายเรื่องในโลก ต่อให้เราเก่งกล้าแค่ไหน

ก็เกินกว่ากำลังที่เราจะเข้าไปแก้ไขได้สิ้น

ถ้าความสุขของเรา

แขวนไว้แต่กับโลกภายนอกจนเต็มเหนี่ยว

อยากจะให้มันสุข อยากจะให้มันดี

อยู่อย่างนั้นเพียงถ่ายเดียว

ไม่นาน..

เราก็คงไม่เหลือความสุข

ให้เก็บเกี่ยวในหัวใจอีกเลย

http://img129.imageshack.us/img129/5298/55yk6.png

พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความจริงอย่างหนึ่ง

ไว้ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว

และสิ่งนั้นก็ยังเป็นความจริงอยู่จนถึงวันนี้นะคะว่า

ที่จริงแล้ว โลกนี้มีธรรมชาติที่ตรงข้ามกันอยู่ ๘ อย่าง ๔ คู่

เป็นของมีประจำโลกที่หนีไม่พ้น

ท่านเรียก โลกธรรม ๘ คือ

ได้ลาภ เสื่อมลาภ

ได้ยศ เสื่อมยศ

มีสรรเสริญ มีนินทา

มีสุข มีทุกข์

ใครได้ลาภ ได้ยศ

ได้สรรเสริญ ได้ความสุข

ก็มีแต่ ความยินดี

หลงครอบครองด้วยความเผลอเพลิน

หลงคิดว่าความน่ายินดีจะคงอยู่อย่างนี้ตลอดไป

ใครเสื่อมลาภ เสื่อมยศ

ถูกนินทา เป็นทุกข์

ก็มีแต่ ความยินร้าย

ทนอยู่กับสภาพนั้นด้วยความไม่พอใจ

ดิ้นรนแต่จะทำยังไงให้ผลักไสมันออกไปเร็ว ๆ

อยู่กับโลก อย่างไรก็ต้องถูกแกว่งไปแกว่งมา

กับของคู่กันสองด้านนี้ อย่างหนีไม่พ้น

เราจึงไม่เคยได้อะไรมาครอบครองจริง

และไม่เคยสูญเสียอะไรไปจริง…

http://i19.photobucket.com/albums/b177/yodnapa/4Blog/5441380f.gif

ก็เมื่อสิ่งใดมีแต่ธรรมชาติแห่งความปรวนแปร

เราจะหวังยึดเหนี่ยว

ให้สิ่งนั้นเป็นเครื่องพึ่งพิงที่แท้ได้หรือ

เพียงแค่มองเห็นทุกสิ่งตามที่เป็น

และยอมรับความจริงนี้ได้

ใจเราก็เบาคลายลงไป

จากสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเกาะกุม

คลายจากความคาดหวังอันหนักแน่น

อันเป็นเหตุของความทุกข์ไปได้ไม่น้อยแล้วนะคะ

แท้จริงแล้ว ลำพัง ลาภ ยศ อำนาจ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ฯลฯ

โดยตัวมันเอง ไม่ได้มีฤทธิ์ครอบงำผู้คนอะไรนัก

แต่ตัวการที่ทำให้เราถูกเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาจนบอบช้ำ

เมื่อได้มาเสียไปนั้น

เป็นเพราะความ “หลง” เข้าไปยึดมั่น

ว่า มันเป็น “ตัวเรา ของเรา” ต่างหาก

http://i19.photobucket.com/albums/b177/yodnapa/IconS/4everfriends2.gif

การน้อมคิดพิจารณาทุกสิ่งว่าไม่เที่ยงแท้

แปรปรวน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

ก็นับเป็นอุบาย ที่ช่วยให้กิเลสในใจเรา

เบาบางลงไปได้จริงอยู่เหมือนกันนะคะ

เพียงแต่… มันอาจช่วยเราได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว

หากต้องการทางออกที่ยั่งยืนกว่านั้น ชนิดขุดรากถอนโคน

ไม่ต้องทุกข์เพราะการได้มาเสียไปของสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว

โดยไม่กลับกำเริบอีก

http://img147.imageshack.us/img147/8015/00026793100333cm3.gif

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า

มีอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นค่ะ คือ

การลงมือเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ

จน “เห็น” ความไม่มีแก่นสารสาระ

ของสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง

ผ่าน “ใจ” ไม่ใช่ผ่านสมอง ไม่ใช่ผ่านความคิด

ค่อย ๆ เริ่มต้นฝึกไปเถิดค่ะ

คุณดังตฤณยังเคยพูดคุยให้ฟังครั้งหนึ่งนะคะว่า

ฝึกไป ๆ วันหนึ่ง เราจะรู้เอง

ว่าสิ่งที่มีความหมายที่สุดกับเรา

คือ ความรู้ทันปฏิกิริยาทางใจ

ถ้ารู้ทัน ก็ไม่หลงเตลิด

ถ้าไม่รู้ ก็วิ่งพล่านไปอย่างไร้จุดหมาย

http://img111.imageshack.us/img111/328/6xy69745229176xr9.gif

เราหลงเหนื่อย หลงพล่าน กับเหยื่อล่อ

กันมานานแสนนานแล้วนะคะ

และถ้ายังไม่ก้าวขาออกมา

เราก็จะยังต้องเหนื่อยวิ่งพล่านอย่างนี้ต่อไปอีกไม่รู้จบสิ้น

วิกฤติการเมืองยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่

วิกฤติเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย อยู่กับเรายาวแน่

ปีหน้า เราอาจต้องเผชิญกับมรสุม

ที่รุมเร้ากันหนักและรุนแรงยิ่งกว่านี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ท่านจึงเอ่ยเตือนอยู่เสมอ ๆ นะคะว่า

อย่าคิดว่าเวลายังเหลืออีกเยอะ

ให้พากันเร่งภาวนา

นาฬิกาชีวิตเราอาจจะหมดลานลง

ที่ตรงไหน อย่างไร เมื่อไหร่ก็ได้

เราต้องเตรียมตัวกันเสียตั้งแต่วันนี้แล้วนะคะ

ถึงวันที่โลกไม่ใจดีกับเราอีกต่อไป

ถึงวันที่กรรมวิบากจ่อรอให้ผล

ถึงวันที่วิกฤติต่าง ๆ พากันมารุมเร้า

เหวี่ยงเราจากสุข จนทุกข์ไปอีกด้านหนึ่งสุดโต่ง

ถึงวันนั้น จะไปเรียกหาตำรา

วิ่งหาครูบาอาจารย์

ก็อาจพบว่าสาย เกินกว่าที่จะดึงตัวเอง

ออกมาจากทะเลทุกข์กันได้ทันแล้วนะคะ

เผื่อใจกันไว้ด้วยล่ะ

http://img392.imageshack.us/img392/9811/46a22d435526d8439447jt7.gif


ชนะตนนั่นแหละดี
อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย

ชนะตนนั่นแหละดี
อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย

ชนะตนนั่นแหละดี
อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย

ขอขอบคุณ http://www.dhammalife.com/  ค่ะ