
คัดตัดตอนจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว
ฉบับที่ ๕๓ ประจำวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑
จากคุณบก. กลางชล
เมื่อดูผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเอแบค
ที่เขาสำรวจกันมาเมื่อช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม ๒๕๕๑ นี้
ก็เห็นเขาบอกว่า
“คะแนนความสุขมวลรวม” ของคนไทย
จากคะแนนเต็ม ๑๐ อยู่ที่ ๑.๙๘ เท่านั้นเองนะคะ
คุณผู้อ่านล่ะคะ… ช่วงที่ผ่านมา
ความสุขโดนกระทบกันไปมากน้อยแค่ไหน
ถ้าจะให้คะแนนความสุขกับชีวิตตัวเอง
เต็ม ๑๐ คิดว่าอยู่ที่เท่าไหร่กันคะ?

หลายเรื่องในโลก ต่อให้เราเก่งกล้าแค่ไหน
ก็เกินกว่ากำลังที่เราจะเข้าไปแก้ไขได้สิ้น
ถ้าความสุขของเรา
แขวนไว้แต่กับโลกภายนอกจนเต็มเหนี่ยว
อยากจะให้มันสุข อยากจะให้มันดี
อยู่อย่างนั้นเพียงถ่ายเดียว
ไม่นาน..
เราก็คงไม่เหลือความสุข
ให้เก็บเกี่ยวในหัวใจอีกเลย

พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความจริงอย่างหนึ่ง
ไว้ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว
และสิ่งนั้นก็ยังเป็นความจริงอยู่จนถึงวันนี้นะคะว่า
ที่จริงแล้ว โลกนี้มีธรรมชาติที่ตรงข้ามกันอยู่ ๘ อย่าง ๔ คู่
เป็นของมีประจำโลกที่หนีไม่พ้น
ท่านเรียก โลกธรรม ๘ คือ
ได้ลาภ เสื่อมลาภ
ได้ยศ เสื่อมยศ
มีสรรเสริญ มีนินทา
มีสุข มีทุกข์
ใครได้ลาภ ได้ยศ
ได้สรรเสริญ ได้ความสุข
ก็มีแต่ ความยินดี
หลงครอบครองด้วยความเผลอเพลิน
หลงคิดว่าความน่ายินดีจะคงอยู่อย่างนี้ตลอดไป
ใครเสื่อมลาภ เสื่อมยศ
ถูกนินทา เป็นทุกข์
ก็มีแต่ ความยินร้าย
ทนอยู่กับสภาพนั้นด้วยความไม่พอใจ
ดิ้นรนแต่จะทำยังไงให้ผลักไสมันออกไปเร็ว ๆ
อยู่กับโลก อย่างไรก็ต้องถูกแกว่งไปแกว่งมา
กับของคู่กันสองด้านนี้ อย่างหนีไม่พ้น
เราจึงไม่เคยได้อะไรมาครอบครองจริง
และไม่เคยสูญเสียอะไรไปจริง…

ก็เมื่อสิ่งใดมีแต่ธรรมชาติแห่งความปรวนแปร
เราจะหวังยึดเหนี่ยว
ให้สิ่งนั้นเป็นเครื่องพึ่งพิงที่แท้ได้หรือ
เพียงแค่มองเห็นทุกสิ่งตามที่เป็น
และยอมรับความจริงนี้ได้
ใจเราก็เบาคลายลงไป
จากสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเกาะกุม
คลายจากความคาดหวังอันหนักแน่น
อันเป็นเหตุของความทุกข์ไปได้ไม่น้อยแล้วนะคะ
แท้จริงแล้ว ลำพัง ลาภ ยศ อำนาจ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ฯลฯ
โดยตัวมันเอง ไม่ได้มีฤทธิ์ครอบงำผู้คนอะไรนัก
แต่ตัวการที่ทำให้เราถูกเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาจนบอบช้ำ
เมื่อได้มาเสียไปนั้น
เป็นเพราะความ “หลง” เข้าไปยึดมั่น
ว่า มันเป็น “ตัวเรา ของเรา” ต่างหาก

การน้อมคิดพิจารณาทุกสิ่งว่าไม่เที่ยงแท้
แปรปรวน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา
ก็นับเป็นอุบาย ที่ช่วยให้กิเลสในใจเรา
เบาบางลงไปได้จริงอยู่เหมือนกันนะคะ
เพียงแต่… มันอาจช่วยเราได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
หากต้องการทางออกที่ยั่งยืนกว่านั้น ชนิดขุดรากถอนโคน
ไม่ต้องทุกข์เพราะการได้มาเสียไปของสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว
โดยไม่กลับกำเริบอีก

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
มีอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นค่ะ คือ
การลงมือเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ
จน “เห็น” ความไม่มีแก่นสารสาระ
ของสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง
ผ่าน “ใจ” ไม่ใช่ผ่านสมอง ไม่ใช่ผ่านความคิด
ค่อย ๆ เริ่มต้นฝึกไปเถิดค่ะ
คุณดังตฤณยังเคยพูดคุยให้ฟังครั้งหนึ่งนะคะว่า
ฝึกไป ๆ วันหนึ่ง เราจะรู้เอง
ว่าสิ่งที่มีความหมายที่สุดกับเรา
คือ ‘ความรู้ทันปฏิกิริยาทางใจ‘
ถ้ารู้ทัน ก็ไม่หลงเตลิด
ถ้าไม่รู้ ก็วิ่งพล่านไปอย่างไร้จุดหมาย

เราหลงเหนื่อย หลงพล่าน กับเหยื่อล่อ
กันมานานแสนนานแล้วนะคะ
และถ้ายังไม่ก้าวขาออกมา
เราก็จะยังต้องเหนื่อยวิ่งพล่านอย่างนี้ต่อไปอีกไม่รู้จบสิ้น
วิกฤติการเมืองยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่
วิกฤติเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย อยู่กับเรายาวแน่
ปีหน้า เราอาจต้องเผชิญกับมรสุม
ที่รุมเร้ากันหนักและรุนแรงยิ่งกว่านี้
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ท่านจึงเอ่ยเตือนอยู่เสมอ ๆ นะคะว่า
อย่าคิดว่าเวลายังเหลืออีกเยอะ
ให้พากันเร่งภาวนา
นาฬิกาชีวิตเราอาจจะหมดลานลง
ที่ตรงไหน อย่างไร เมื่อไหร่ก็ได้
เราต้องเตรียมตัวกันเสียตั้งแต่วันนี้แล้วนะคะ
ถึงวันที่โลกไม่ใจดีกับเราอีกต่อไป
ถึงวันที่กรรมวิบากจ่อรอให้ผล
ถึงวันที่วิกฤติต่าง ๆ พากันมารุมเร้า
เหวี่ยงเราจากสุข จนทุกข์ไปอีกด้านหนึ่งสุดโต่ง
ถึงวันนั้น จะไปเรียกหาตำรา
วิ่งหาครูบาอาจารย์
ก็อาจพบว่าสาย เกินกว่าที่จะดึงตัวเอง
ออกมาจากทะเลทุกข์กันได้ทันแล้วนะคะ

เผื่อใจกันไว้ด้วยล่ะ
