Archive for the ‘น่าคิด’ Category

เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงเปรียบเราเหมือนนกอินทรี

นกอินทรีมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ปีก

มันสามารถมีชีวิตได้นานถีง 70 ปี
แต่ก่อนที่จะอยู่ได้นานถึงป่านนั้น
นกอินทรีต้องมีการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของมันเมื่ออายุได้ 40 ปี

ตอนนั้นกรงเล็บที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นของมัน
จะไม่สามารถจับสัตว์เป็นอาหารได้อีก

จงอยปากที่แหลมคมเริ่มโค้งงอ
เนื่องจากมันอายุถึง 40 ปีแล้วจึงมีปีกที่หนาและหนัก
ขนที่ยาวรุงรังจะไปรวมกันที่อกของมัน
ทำให้มันบินได้ลำบากมากขึ้น

และเมื่อนั้น มันจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง
นั่นก็คือตายไปซะหรือจะตัดสินใจที่จะอยู่ต่อไป

ซึ่งต้องเผชิญความเจ็บปวดในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงชีวิต
เป็นระยะเวลายาวนานถึง 150 วัน

ในขั้นตอนนี้มันจะต้องบินขึ้นไปบนยอดภูเขาสูง และอยู่ที่รังของมัน
มันจะต้องใช้จงอยปากที่โค้งทื่อของมันจิกเคาะกับก้อนหิน
ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกระทั่งจงอยหลุดออกมา
หลังจากนั้นมันจะต้องรอให้จงอยปากอันใหม่งอกขึ้นมา
และพอจงอยปากงอกออกมาแล้ว
ที่นี้ก็ถึงตากรงเล็บที่งอกขึ้นมาใหม่ต่อจากจงอยปาก

เมื่อกรงเล็บใหม่ที่งอกขึ้นมาสมบูรณ์แล้ว
มันก็จะเริ่มจิกถอนขนที่ดกหนาแล้วผลัดขนใหม่

หลังจาก 5 เดือนหรือ 150 วัน
ผ่านไปขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงก็จะเสร็จสมบูรณ์
นกอินทรีก็จะบินสูงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
พร้อมกับร้องเสียงดังก้องสะท้านฟ้า
คล้ายดังเป็นการประกาศก้องว่า ข้ากำเนิดใหม่แล้ว
และจะมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอีก 30 ปี….
(ถ้าไม่ถูกยิงหรือเจออุบัติเหตุตายไปก่อน)

จากชีวิตของมันทำให้เราเรียนรู้ว่า…

- หลาย ๆ ครั้ง…เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เราต้องมีขั้นตอน-กระบวนการเปลี่ยนแปลงตนเอง
- บางครั้งเราต้องลืมอดีตที่ขมขื่น นิสัยเก่า ๆ ที่เคยชิน
ความผิดหวังต่าง ๆ
- ดังนั้นเราจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ
จากนิสัยหรือสภาพแวดล้อมเดิม ๆ
.. เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างราบรื่นในปัจจุบัน

ขอให้โชคดี และมีความสุขกับชีวิตประจำวันค่ะ

ภาพลวงตา

หากเอ่ยถึง “ความโกรธ”
เชื่อได้ว่าทุกคน
คงเคยมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นมาในจิตใจ
บางคนอาจจะเกิดขึ้นบ่อย
บางคนก็นานๆ ครั้ง
แต่คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า
ตัวโกรธในตัวเรา
เป็นตัวโกรธสายพันธุ์ไหน
จากหนังสือ “ธรรมะหลับสบาย”
(ข้อคิดสลัดตัวโกรธ จากชีวิตและเตียงนอน)

จะช่วยให้คุณได้รู้จัก
กับความโกรธสามประเภท
ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์เรา คือ
- โกรธแบบมีดกรีดหิน
เป็นโกรธชนิดที่ลืมไม่ลง
- โกรธเหมือนรอยไม้บนผืนทราย
- โกรธแบบสายน้ำ
ที่ไม่เกิดรอยทิ้งไว้ให้เห็น
ลองย้อนกลับมาดูตัวคุณเองว่า
คุณมีความโกรธประเภทไหนอยู่ในตัว
บางคนอาจจะตอบว่า มีครบทั้ง 3 ประเภท
แต่ไม่ว่าคุณจะมีความโกรธประเภทไหน
คุณก็ลองหาหนังสือ “ธรรมะหลับสบาย” โดย ว.วชิรเมธี
มาอ่านดู แล้วคุณจะได้ข้อคิดดีๆ หลายอย่าง
และสามารถสลัดตัวโกรธไปจากชีวิตคุณเอง
คราวนี้ เมื่อยามคุณหลับ
คุณจะได้หลับแบบสบาย
เพราะจิตใจที่เป็นอิสระเช่นกัน
อย่าให้ตัวโกรธ ตามมาหลอกหลอนคุณอยู่อีกเลย

“เรารักสุข เกลียดทุกข์
และหวาดกลัวต่อมรณภัยฉันใด
คนอื่น สัตว์อื่น ต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์
และหวาดกลัวต่อมรณภัยฉันนั้น
ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควร โกรธใครหรือทำร้ายใคร
ทั้งโดยตรงหรือโดยสั่งให้คนอื่นไปทำ
จากนั้นก็เริ่มแผ่เมตตาให้ตัวเอง…
่ ” เมื่อเราแผ่เมตตาให้ตัวเราก่อน
โดยการปฏิบัติตามวิธีการ
ที่บุรพาจารย์ท่านแนะนำไว้
โลกทัศน์ของเราก็จะเปลี่ยนไป
กลายเป็นสัมมาทัศนะ…
เธอจะมองเห็นตัวเธอกับคนที่เธอโกรธว่า
ต่างก็เป็นมนุษยชาติเหมือนกัน
รักสุข
เกลียดทุกข์เหมือนกัน
ตกอยู่ใต้กฎแห่งกรรมเหมือนกัน
และจะต้องตายเหมือนกัน
เมื่อปลูกฝังโลกทัศน์เช่นนี้ให้กับตัวเองได้แล้ว
จิตใจของเธอจะอ่อนโยน นุ่มนวล
ความรักความเข้าใจคนอื่น
จะเข้ามาแทนที่ความโกรธ”

- จากปกหลังของหนังสือเล่มนี้
“คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความโกรธ
ต่อให้นอนอยู่บนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว
ปูด้วยพรมขนสัตว์
มีลวดลายบุปผชาติประดับสะพรั่งไปทั้งผืน
มีเครื่องอำนวยความสะดวก
อันอาจจะบันดาลให้เกิดนิทราภิรมย์อยู่ข้างกายมากมาย
แต่ถึงกระนั้น ใจของคนมักโกรธ
ก็ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่กับความโกรธนั่นเอง
การนอนบนเตียงอันอ่อนนุ่มไม่อาจช่วย
ให้เขาหลับตาลงอย่างเป็นสุขได้เลย
ตลอดรัตติกาลอันยาวนาน”

ภาพลวงตา
: เอ็นโดรฟีน
ภาพที่ทำว่ามีเยื่อใย
ภาพที่ทำอะไรเพื่อฉัน
การแสดงว่าห่วง หวง กัน
เธอคิดใช่ไหมว่าฉันคงเชื่อจริงๆ
ในทุกๆถ้อยคำ เบื้องหลังแววตา
ซื่อตรง อ่อนโยนจากเธอ
ฉันรู้ดีหมดแล้ว และไม่เคยคาดคิด
มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
แค่ลวง แค่หลอกกันไป (แค่นั้น)
ภาพที่เธอแต่งเติมสร้างมา
ทำให้ฉันศรัทธาเชื่อถือ
เป็นแค่ควันอยู่ในสองมือ
แค่เพียงไม่นานก็เลือนลางหายไป
ในทุกๆถ้อยคำ เบื้องหลังแววตา
ซื่อตรง อ่อนโยนจากเธอ
ฉันรู้ดีหมดแล้ว และไม่เคยคาดคิด
มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
แค่ลวง แค่หลอกกันไป (แค่นั้น)
มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันตายใจ
มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
แค่ลวง แค่หลอกกันไป
ที่เธอทำ…
มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวง หลอกตา
ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉันได้ใจ
มันไม่เคยจะเป็น ของจริง
แค่ลวง แค่หลอกกันไป
… แค่นั้น

อดทน สู้ ไม่ท้อถอย เพื่อชัยชนะของตนเอง

การชนะ
ในความหมายของคุณ คืออะไรคะ
คือการทำให้ฝ่ายตรงข้าม หรือคู่ต่อสู้ ล้มคว่ำลง
หรือจะหมายถึงการลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ก้าวพลาด
ยกตัวอย่าง เช่น เบบ รูธ
นักเบสบอลชื่อดังที่เคยพลาดถึง 1,330 ครั้ง
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องของโลก
ที่พูดไม่ได้จนอายุได้ 4 ขวบ
อาจารย์สอนดนตรีของ บีโทเฟน เคยกล่าวว่า
“เขาไม่มีหวังจะได้เป็นนักแต่งเพลง”
หลุยส์ ปาสเตอร์ ได้คะแนน “ปานกลาง” ในวิชาเคมี
นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดประดิษฐ์จรวด เวิร์นเฮอร์ วอน บราน์
สอบตกวิชาพีชคณิตที่เรียนอยู่เกรด 9

นักวิทยาศาสตร์ เช่น มาดามแมรี คูรี
ทำการทดลองขณะใกล้จะล้มละลาย
ก่อนที่จะบุกเบิกศาสตร์แขนงนิวเคลียร์ เคมี
และเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของวงการวิทยาศาสตร์โลกตลอดไป
ไมเคิล จอร์แดน
ถูกตัดออกจากทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน
ขณะเรียนอยู่ชั้นไฮสคูลปี 2

ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ชีวิตในอดีตของชายผู้หนึ่ง
ซึ่งเคยผิดพลาดมาหลายครั้ง
แต่ก็ยังสู้ไม่ถอย
ลองดูซิว่าคุณจะทายถูกหรือไม่ ว่า
… เขาคือใคร

เขาเคยล้มเหลวทางธุรกิจขณะที่อายุได้ 22ปี
พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเพื่อเป็นสมาชิก
ในสภานิติบัญญัติแห่งรัฐเมื่ออายุได้23 ปี
ล้มเหลวทางธุรกิจอีกครั้งขณะที่อายุได้ 25 ปี
รับมือกับการเสียชีวิตของแฟนสาวอันเป็นที่รักยิ่งเมื่ออายุได้ 26ปี
เจ็บป่วยเนื่องจากระบบประสาทล้มเหลวเมื่ออายุได้ 27 ปี
[...]

50 ข้อคิด

50 ข้อคิด
มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต

1. เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง
ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ
2. คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้
การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ
3. คนอกหักไม่อาจตัดความโศกเศร้าได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว
เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว
4. ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง
เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง
5. ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว
6. ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ
7. ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น
ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดัน
ให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า
8. ความทุกข์ของมนุษย์ 100%
เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ
9. หากต้องอยู่กับคนที่ไม่เกรงใจกันเลย
พูดกับเขาให้น้อยลง เล่นกับเขาให้น้อยลง
10. หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง
11. ถ้าเราปล่อยให้โลก เร่งตัวเรา ควบคุมตัวเรา
จนเราขาดอิสระภาพ เราก็จะทุกข์
ถ้าเราจะเร่งโลก ควบคุมโลก
ให้โลกนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา
เราก็ทุกข์เช่นกัน
12. ความฉลาดอาจหลอกคนได้
ความจริงใจต่างหากที่จะชนะใจคน
13. การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากไป
ทำให้เราลืมธรรมชาติ ลืมความเป็นจริงได้ง่าย
14. อารมณ์เป็นตัวกำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม
หากจะเข้าใจพฤติกรรมของคนให้ถูกต้อง จึงต้องอ่านอารมณ์ให้ออก
15. การมองอะไร ว่าดี ว่าเลว
ขึ้นกับว่าอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร
16. ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง
แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป
17. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เป็นคำพื้น ๆ
ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล
18. การพยายามทำอะไรทุกอย่างให้ได้
การสงสัยอะไรทุกเรื่องเป็นความโง่ได้ก็เพราะว่าเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้
มีตั้งหลายเรื่องที่ใช่ว่าเราจะรู้มันได้ง่าย
และเรื่องอีกหลายเรื่อง ก็ไม่จำเป็นที่ต้องตอบให้ได้ด้วย
19. คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์มากกว่าความฉลาด
20. อะไรก็ตามแต่แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง
แต่ถ้าการพูดออกไปนั้น มันไม่มีประโยชน์
หรือมีแต่ผลเสีย… อย่าพูดดีกว่า
21. การขาดความเกรงใจต่อกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ง่าย
การมีความเกรงใจต่อกันที่มากเกินไป ก็ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง
22. [...]

50 ข้อคิด

มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต
จาก 50 ข้อคิด

1. เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง
ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ
2. คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้
การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ
3. คนอกหักไม่อาจตัดความโศกเศร้าได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว
เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว
4. ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง
เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง
5. ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว
6. ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ
7. ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น
ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดัน
ให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า
8. ความทุกข์ของมนุษย์ 100%
เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ
9. หากต้องอยู่กับคนที่ไม่เกรงใจกันเลย
พูดกับเขาให้น้อยลง เล่นกับเขาให้น้อยลง
10. หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง
11. ถ้าเราปล่อยให้โลก เร่งตัวเรา ควบคุมตัวเรา
จนเราขาดอิสระภาพ เราก็จะทุกข์
ถ้าเราจะเร่งโลก ควบคุมโลก
ให้โลกนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา เราก็ทุกข์เช่นกัน
12. ความฉลาดอาจหลอกคนได้
ความจริงใจต่างหากที่จะชนะใจคน
13. การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากไป
ทำให้เราลืมธรรมชาติ ลืมความเป็นจริงได้ง่าย
14. อารมณ์เป็นตัวกำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม
หากจะเข้าใจพฤติกรรมของคนให้ถูกต้อง จึงต้องอ่านอารมณ์ให้ออก
15. การมองอะไร ว่าดี ว่าเลว
ขึ้นกับว่าอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร
16. ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง
แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป
17. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เป็นคำพื้น ๆ
ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล
18. การพยายามทำอะไรทุกอย่างให้ได้
การสงสัยอะไรทุกเรื่องเป็นความโง่ได้ก็เพราะว่าเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้
มีตั้งหลายเรื่องที่ใช่ว่าเราจะรู้มันได้ง่าย
และเรื่องอีกหลายเรื่อง ก็ไม่จำเป็นที่ต้องตอบให้ได้ด้วย
19. คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์มากกว่าความฉลาด
20. อะไรก็ตามแต่แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง
แต่ถ้าการพูดออกไปนั้น มันไม่มีประโยชน์
หรือมีแต่ผลเสีย… อย่าพูดดีกว่า
21. การขาดความเกรงใจต่อกัน [...]

ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่า
เพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก
ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง..
แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน……
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตก
เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม
ที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง….
ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิ
จะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง …
ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึกอับอาย
ต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่
ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่า
.. เป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า
‘ข้ารู้สึกอับอายตัวเอง
เป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า
ที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมา
ตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน’

คนตักน้ำตอบว่า ‘เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่า
มีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า…
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง
เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่….
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดิน
ด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ…
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้น
กลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..
เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้’

คนเราแต่ละคน
ย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง…
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ
และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้….
สิ่งที่ต้องทำ ก็เพียงแค่ยอมรับ
คนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น….
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุด
ในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง
มองโลกหลาย ๆ ด้าน
คนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น

ขอบคุณความทุกข์

ไม่มีใครชอบความเจ็บปวด
แต่ถ้าเราไม่รู้จักรสชาติของความเจ็บป่วยเลย
ชีวิตจะน่าอภิรมย์หรือ?

เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบเด็กหกคนในปากีสถาน
ซึ่งมีความผิดปกติบางอย่างในยีน
ทำให้ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดเลยตั้งแต่เกิด
ทั้งหกคนนี้น่าจะมีความสุขยิ่งกว่าใครในโลกนี้
แต่ปรากฏว่าทุกคนมีบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย
เช่น ที่ริมฝีปาก เพราะเผลอกัดปากตัวเองอยู่เสมอ
บางคนปากแหว่งจนต้องทำศัลยกรรมตกแต่ง
มีสองคนที่ลิ้นหายไปถึง ๑ ใน ๓
เพราะกัดลิ้นตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เกือบทุกคนมีแผลน้ำร้อนลวก หรือแผลไฟไหม้
เพราะไปนั่งบนของร้อน เช่น หม้อน้ำรถยนต์

เป็นไปได้ว่าในอนาคตทั้งหกคนเมื่อโตขึ้น
อาจมีนิ้วกุดหรือแขนขากุด เพราะใช้อวัยวะต่าง ๆ
อย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดแผล แถมยังปล่อยให้แผลลุกลามไป
โดยไม่อนาทรร้อนใจ ที่สำคัญก็คือไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เวลาถูกหนูหรือสัตว์มากัดแทะเวลานอนหลับ
หลับสบายก็จริงแต่สังขารกลับแย่ลงไปเรื่อย ๆ
ไม่ช้าไม่นานสารรูปอาจไม่ต่างจากคนที่เป็นโรคเรื้อน
อันที่จริงโรคเรื้อนนั้นก็มีสาเหตุคล้ายกับเด็กทั้งหกคน
คือประสาทรับความรู้สึกเสียไป
จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเวลาร่างกายสัมผัสกับอันตราย
อ่านเรื่องราวของเด็กหกคนแล้ว
ก็คงเข้าใจแล้วว่าทำไมธรรมชาติถึงประทาน
ความรู้สึกเจ็บปวดให้เรา
ความเจ็บปวดนั้นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัย
ให้เราถอยห่างจากอันตราย หรือระวังตัว
ไม่ให้ถลำเข้าไปในอันตรายมากกว่านี้
ไม่ว่าจะเป็นของมีคม ไฟ เชื้อโรค หรือสัตว์ร้ายก็ตาม
ถ้าไม่มีความเจ็บปวดแล้ว เราจะไม่มีวันแยกแยะได้เลย
ว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นคุณ พูดอีกอย่างหนึ่ง
ชีวิตจะมีความสุขหรือห่างไกลจากความทุกข์ได้
ก็เพราะความเจ็บปวดนี้เอง ฉะนั้นทุกครั้งที่รู้สึกเจ็บปวด
น่าจะขอบคุณความเจ็บปวด หรืออย่างน้อยก็บอกกับตัวเองว่า
โชคดีที่ฉันยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่

ใช่แต่ความเจ็บปวดทางกาย
ความเจ็บปวดทางใจก็มีประโยชน์เช่นกัน
มันช่วยเตือนเรายให้รู้จักเข็ดหลาบ ไม่ทำผิดซ้ำสอง
ทั้งยังเป็นแรงผลักในเกิดการพัฒนาตน
ความทุกข์ใจในยามที่ประสบความล้มเหลว
เป็นแรงผลักดันให้หลายคนระดมความเพียร
และใช้สติปัญญาอย่างถึงที่สุดจนบรรลุความสำเร็จได้
ขณะเดียวกันความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ
ก็อาจทำให้เราเข้มแข็งอดทนได้มากขึ้น
ในทางตรงข้ามคนที่แทบไม่เคยผิดหวังมาเลย
ตั้งแต่เล็กจนโตเพราะถูกตามใจมาตลอด
หากเจอความผิดหวังใหญ่ ๆ สักครั้ง
เช่น อกหัก สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
อาจเสียศูนย์จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ได้

ชีวิตที่สะดวกสบายเกินไป
จนแทบไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์เลย
จึงเป็นชีวิตที่เสี่ยงอย่างยิ่ง
เป็นที่รู้กันดีแล้วว่า เด็กที่กินอาหารตามใจปาก
ไม่ว่าเนื้อ นม ไข่ และน้ำตาล ไม่รู้จักออกกำลังกาย
ไม่เคยใช้แรง แต่อยู่หน้าโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์
วันละหลายชั่วโมง อนาคตย่อมมีสุขภาพที่ย่ำแย่
และอาจอายุสั้น ส่วนคนที่ปล่อยใจไปกับความสนุกสนาน
เสพสุขไม่รู้สร่าง ก็เตรียมใจรับความทุกข์ไว้ได้เลย
เพราะ เงินทอง สุขภาพ ทรวดทรง
และชื่อเสียงเกียรติยศ ที่จุนเจือความสนุกนั้น
ไม่มีวันจิรังยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็ต้องแปรเปลี่ยนไป
แต่ถึงจะทุกข์หรือเจ็บปวดเพราะความแปรเปลี่ยน
ก็อย่าเพิ่งก่นด่าโชคชะตาหรือกลัดกลุ้ม
ลืมไปแล้วหรือว่าความเจ็บปวดนั้นมีประโยชน์
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของความเจ็บปวด
หรือความทุกข์ก็คือ มาเตือนให้รู้ว่า
เราได้ทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไป
ถ้าคุณล้มป่วย นั่นก็อาจเป็นเพราะคุณใช้ชีวิตไม่ถูกต้อง
กินอาหารไม่สมดุล พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเครียดเกินไป
และหากคุณเป็นทุกข์เพราะเกิดความแปรเปลี่ยนในชีวิต
นั่นก็เป็นเพราะคุณไปยึดติดถือมั่นกับสิ่งต่าง ๆ
อย่างฝืนความจริง เช่น ยึดติดกับเงินทอง สุขภาพ
ทรวดทรง หรือชื่อเสียง ว่าจะจิรังยั่งยืนไปตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ความทุกข์จึงมาเตือนให้คุณปล่อยวาง
ละความยึดติดถือมั่น และยอมรับความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้น
เพียงปล่อยวางเท่านั้น [...]