Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!
A Ray of Hope napa 19, April


A Ray of Hope

I named my picture ” A Ray of Hope”
from Chateau de Chillon, Switzerland.

Through the rays from this passage

The prisoners could touch the senses,

of the freedom outside.

ฤาคนคุก มีความสุข

เพียงมองแสง ผ่านช่องเล็ก เล็ก

… ได้อิสรภาพในใจ

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ napa

ปราสาท ชิลลอน นี้ สร้างขึ้นด้วยหิน

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1160 ริมฝั่งทะเลสาบเจนีวา

ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์

โดยด้านหนึ่งอยู่ติดกับป่าทึบที่เป็นทางสายเก่าไปสู่ประเทศอิตาลี

ส่วนอีกฝั่ง ก็ประจันหน้ากับ ทะเลสาบเจนีวา

ทางเดินเข้าไปในปราสาทล้วนทำด้วยหิน อาจมองดูไม่สวยงาม

หากเปรียบเทียบกับ พระราชวังแวร์ซาย ของประเทศฝรั่งเศส

แต่ดิฉันชอบ การออกแบบ และการก่อสร้างแบบโบราณ แบบนี้

มากกว่าแบบหรูหรา อย่างปราสาทอื่นๆ ที่ได้ชมมา

อาจเป็นเพราะ ความซับซ้อน ของการสร้าง ซอก หลืบ

หรือการใช้หินแท่งใหญ่ๆ ทั้งแท่ง

มาสร้างเป็นแท่นประกอบพิธีต่างๆ

รวมทั้งการสร้างป้อมปืน ที่ซ่อนตัว

และที่สำคัญ คือสร้างคุกที่ขังเชลยศึก

รูป ที่ตั้งชื่อไว้ว่า “A Ray of Hope” นี้

ดิฉันถ่ายจากในคุกที่ว่านี้ มองออกไปภายนอก

จะเห็นเป็นทะเลกว้างเป็นคุกที่สมบูรณ์แบบจริงๆ

คือ อย่าว่าแต่ทางออกเลย

กระทั่งหน้าต่าง ก็เป็นเพียงรูเล็กๆ

พอแค่ให้แสงเข้าได้เท่านั้นแม้แต่มือก็ยังลอดออกไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

และความที่คุก ทั้งมืด และ อับ ทำให้รู้สึกได้ว่า

หากเป็นนักโทษ…

คงจะหวัง เพียงแค่ได้สัมผัสลำแสงแดด อันแสนอุ่น

ได้สัมผัสสายลมแผ่วเบา

หรือ ได้กลิ่นไอของทะเลนอกเหนือจากความหวังที่สูงสุด…


.. ซึ่งก็คือ อิสรภาพ นั่นเอง



ในอดีต Golden Gate

เป็น”สะพานแขวน” ที่ยาวที่สุดในโลก

แห่งแรกของโลก

ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ

ของ เมืองท่าซานฟรานซิสโก

ประเทศสหรัฐอเมริกา

เฉพาะช่วงสะพานตอนกลาง

ยาวถึง 4,200 ฟุต กว้าง 90 ฟุต

ข้างสะพานทั้งสองด้าน มีสะพานช่วงสั้นต่อกัน

รวมทั้งหมดเกือบ 7 กิโลเมตร

มีหอคอยเหล็กสองข้างสูงข้างละ 746 ฟุต

ลวดเคเบิ้ลที่โยงทอดเป็นตัวดึงน้ำหนักสะพาน

มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 36 นิ้ว

ข้างละ 2 เส้นรวม 4 เส้น

ยาว 107,000 ไมล์

และยังมีลวดโยงเส้นเล็กๆอื่นๆ อีก 27,572 เส้น

ตัวสะพานอยู่สูงกว่าระดับน้ำในอ่าว 220 ฟุต

ใช้เป็นทางรถยนต์โดยสาร 6 ทาง

รถยนต์บรรทุก 3 ทางและทางรถไฟอีก 2 ทาง

สะพานแห่งนี้เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1933

แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1937

ใช้เงินประมาณ 35,000,000 เหรียญ

พวกเราไปเที่ยวกันมาเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว

ตอนแฝดอายุได้ 6 ขวบครึ่ง

ตอนนั้นลมแรงมาก

อยากจะตั้งท่าถ่ายรูปแบบคุณผู้หญิงภาพกลาง

แต่มิบังอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในต่างแดน

เลยให้เจ้าแพมไปยืนถ่ายรูปใกล้ๆเขา

เผื่อจะเอามาใช้เป็นแบบในบ้านเราบ้าง

แต่จนป่านนี้ ก็ยังไม่เคยได้โพสต์ท่านี้เลยอ่ะค่ะ

หะเหะ…

Image hosted by Photobucket.com


เมื่อคืนนี้ ได้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพเพื่อนร่วมสถาบัน

เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

จึงนัดกับเพื่อนร่วมรุ่นอีก 6 คนมาเจอกันที่ที่ทำงาน ตอน 6 โมงเย็น

แต่กว่าจะได้ออกเดินทางไปสงขลาจริงๆ

ก็เป็นเวลาประมาณ 18:45 น. แล้ว

เพราะต้องรอ “คุณนายสายเสมอ” อยู่หนึ่งเดียว

ความที่ต่างฝ่ายต่างมีภาระกิจ

ทำให้พวกเราไม่ค่อยจะได้พบได้เจอกันเลย

ทั้งๆ ที่ต่างก็อยู่ในหาดใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น

ระหว่างขับรถไปก็ได้คุยเรื่องย้อนอดีตกันลั่นรถ

2 สาว เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย

( รู้สึกว่าเกือบทุกคนในรถ เป็นนักศึกษาเอกวิชาภาษาอังกฤษกัน )

อาจารย์เธอบ่นว่าเด็กสมัยนี้ Grammar ไม่แม่นเลย

พื้นฐานการเรียนภาษาอังกฤษดูเหมือนจะแย่ลงกว่าสมัยที่เราเรียนกัน

ก็เลยเสริมไปว่า ต้องขึ้นอยู่กับเด็กด้วยล่ะมั้ง

เพราะเจ้าแฝดคนกลางก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องในวิชานี้เลย

เป็นเพราะไม่ใส่ใจ และไม่ชอบท่องศัพท์

และอาจจะเป็นเพราะแม่เข้มงวดไม่พอ

สมัยเรียน พวกเราได้เรียนกับอาจารย์ที่เข้มงวดมากๆ

นึกย้อนไปแล้วก็ขำตัวเองกันทั้งนั้น

กับการทำการบ้านที่ดอกเตอร์ให้พวกเรามา

ไม่ว่าจะเป็นการแปลเพลงไทยเป็นอังกฤษ

อย่างเพลง “กุหลาบในมือเธอ” ของหม่อมถนัดศรี

หรือจะแปลเพลง “He Ain’t Heavy, He’s My Brother” เป็นไทยก็ตาม

ขับรถไป หัวเราะกันไปตลอดทาง

จนกระทั่งถึงวัดโรงวาส ที่ตั้งศพเพื่อนรักของพวกเรา

น้ำตาก็เริ่มไหล .. อีกแล้ว

ที่จริงได้เดินทางมาที่วัดนี้ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

หลังจากทราบข่าวในงานเลี้ยงรุ่นมัธยมในคืนวันศุกร์

หลับให้สบายนะเพื่อนรัก

ความทรงจำที่พวกเรามีต่อโอ ยังประทับอยู่ในหัวใจ

.. ไม่มีวันลืม