
หลายครั้ง หลายครา ที่ชีวิตของคนแต่ละคน
มักจะมีปัญหาต่างๆ นานา เกิดขึ้นมา ให้แก้ไข
บ่อยครั้งที่เราเอง อาจคิดไม่ออก
ถึงวิธีในการแก้ไขปัญหานั้นๆ
แต่ปัญหานั้นของเรา อาจจะเป็นแค่
… เรื่องเล็กๆน้อยๆ สำหรับคนบางคน

หลายคนบอกว่า
.. หากเหนื่อยนัก ก็พักเสียหน่อย
เพื่อจะได้มีแรงกาย แรงใจ
ไว้ต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคกันต่อไป
แต่บางครั้ง.. แม้กระทั่งการหาโอกาสพักสมอง
หรือพักผ่อนกาย-ใจ สักชั่วครู่ชั่วยาม
ก็ยังทำแทบไม่ได้
หากไม่รู้จักเรียนรู้การปล่อยวางเสียบ้าง
ชีวิตนี้..คงจะหาความสุขใส่ตัวไม่ได้เอาซะเลย

ชีวิตไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป
แต่อย่าต้องให้ติดกับที่ตัวเองวางไว้ก็แล้วกันเน้อ 

Permalink
No Comments

คุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่งของคุณหรือเปล่า
ถ้าตอบว่าเคยก็รู้สึกว่าจะเป็นสัญญาณที่ดีนะคะ
เพราะนั่นเป็นการบอกว่า คุณอยากจะบอกลากับนิสัยที่ไม่ดีนี้เสีย
บางครั้งการกำจัดนิสัยที่แย่ ๆ ทั้งหลาย
น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายแต่พอเอาเข้าจริงใครหลายๆคนก็พบว่า
ไม่ได้เป็นการง่ายเลยที่ละทิ้งนิสัยที่ติดตัวมาเป็นเวลายาวนาน
อาจมากกว่า 10 ปี, 20 ปี
ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องชอบผัดวัดประกันพรุ่งแล้วละก็
ลองปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ซิคะ 
1. ก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่าเหตุผลที่คุณผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องนั้น ๆ คืออะไร
เช่น เพราะงานหนัก เพราะคุณไม่มีความสามารถเพียงพอ
เพราะเพื่อนร่วมงานไม่ดี เพราะคุณไม่ชอบหน้าบางคน
เพราะเบื่อเข้าสังคม ฯลฯ
ต้องหาสาเหตุชี้เฉพาะเจาะจงลงไปก่อนว่า เพราะสิ่งใดแน่
จึงจะทำให้คุณรู้ และสามารถแก้ไขได้ตรงจุด

2. ให้คุณเพิ่มความสนใจและให้ความกระตือรือร้นในกิจกรรม
ที่คุณผัดวันประกันพรุ่งนั้นอย่างแท้จริง ใช้พลังงานของคุณ ที่มีทั้งหมดลงไป
อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังสมองและกำลังใจ

3. คุณควรได้กำหนดเวลา กำหนดช่วงระยะเวลา ว่าควรจะเสร็จเมื่อไหร่
ยิ่งเป็นงานที่ยากๆ ยิ่งจะต้องระบุงานให้เสร็จเป็นช่วงๆ และตัดงานออกเป็นส่วนๆ
จะทำให้คุณสามารถควบคุมได้ว่า ควรทำงานอะไรช่วงไหน
การกำหนดงานเช่นนี้จะทำให้คุณไม่รู้สึกว่างานของคุณนั้นยิ่งใหญ่
และมากเกินความสามารถ จนไม่อยากที่จะหยิบงานชิ้นนั้นมาทำ
ทำให้งานของคุณไม่สำเร็จเสียที

4. ขอให้คุณเก็บความรู้สึกเบื่อหน่ายในงานต่างๆ ไว้ และให้คุณทำงานนี้ด้วยใจรัก
คุณอาจจะพบว่าสิ่งที่คุณเบื่อหน่ายมากที่สุดนั้น อาจเป็นสิ่งที่คุณชอบที่สุดก็เป็นได้

5. ให้คุณจินตนาการว่าคุณนั้นมีเวลาจะอยู่ในโลกนี้เพียง 1 ปีเท่านั้น
จะช่วยให้คุณรู้สึกถึงความสำคัญของเวลานาทีที่ผ่านไป
ในแต่ละวันแต่ละชั่วโมงว่ามีค่าเพียงใด

6. อย่าคาดหวังในความสมบูรณ์และความดีเลิศของงานมากนัก
เพราะอาจจะทำให้คุณล่าช้า และไม่พอใจในงานที่ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 

7. ค้นหาโวหาร วลี หรือถ้อยคำที่เป็นข้อคิดขอเตือนใจที่คุณชอบ
และเป็นข้อคิดข้อเตือนใจอันใหม่และโละอันเก่าทิ้งไปเสีย
8. ในสิ่งที่คุณกำลังผัดวันประกันพรุ่งนั้น คุณควรลองปรึกษาหารือ
กับคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องที่คุณกำลังมีปัญหาบ้าง คุณจะได้รับคำตอบที่ดีๆ

9. ชั่งน้ำหนักดูระหว่างเรื่องที่คุณกำลังผัดวันประกันพรุ่ง
กับผลที่จะตามมาว่าคุ้มค่ากันหรือไม่กับการผัดวันประกันพรุ่ง
10. คาดการณ์ล่วงหน้ากับเรื่องที่คุณผัดวันประกันพรุ่ง และอิสรภาพ
หรือความเป็นไทที่คุณต้องเสียไป กับความวิตกกังวล ในเรื่องที่ยังค้างคาอยู่
คุณไม่ควรจะเสียอิสรภาพที่รักอันพึงสงวนไว้ ไปกับการผัดวันประกันพรุ่งค่ะ

เป็นอย่างไรคะ 10 แนวคิดเพื่อขจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

ไม่ยากนะคะ ลองปฏิบัติดูแล้วคุณจะรู้สึกว่า
คุณสามารถควบคุมสถานการณ์ในชีวิตของคุณได้ดีขึ้นค่ะ

Permalink
No Comments

“ดาร์วิน” เจ้าทฤษฎีแห่งการวิวัฒนาการของสัตว์โลกได้บอกไว้ว่า
“ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้ ถ้าหากไม่มีการปรับตัว”
เลยขอนำภาพเด็ดๆ ของสัตว์โลกสายพันธุ์ต่างๆ
ที่มีการพรางกายบ้างก็เพื่อความปลอดภัย
บ้างก็เพื่อล่าเหยื่อ และบ้างก็เพื่อดึดดูดเพศตรงข้าม
มาดูสัตว์ที่พรางตัวได้สุดแนบเนียนกันค่ะ

ผีเสื้อใบไม้ ที่ปีกของมันสามารถเปลี่ยนให้เหมือนใบไม้
ทั้งใบสด และใบที่แห้งจนเป็นสีน้ำตาล สามารถพบพวกมันได้ที่ป่าแถบนิวกินี
เอเชียใต้ มาดาร์กัสการ์ และ อินเดีย


Mimic Octopus คือสายพันธุ์หนึ่งของปลาหมึกสาย
จุดเด่นของมันคือการแปลงร่าง มันสามารถแผ่หนวดออกมาเวลาว่ายตามสบายๆ
เพื่อเลียนแบบครีบของปลาสิงโต และสามารถหุบหนวดให้ไปทางเดียวกัน
เพื่อเลียนแบบปลาลิ้นหมา ซึ่งเป็นปลามีพิษ คนจะได้ไม่กล้าจับมันมาทาน

หมึกกระดอง (Cuttlefish)
มี 10 หนวดเหมือนหมึกหอมและหมึกกล้วย แต่หนวดไม่มีตะขอ
ใช้หนวดกดกุ้งปูให้ติดพื้น มีครีบบาง ๆ อยู่รอบตัว แกนของมันเป็นแผ่นหินปูนอยู่ข้างในลำตัว
เราจึงเรียกว่า “ลิ้นทะเล” (Cuttle Bone) หรือ “กระดอง”
อันเป็นที่มาของชื่อ “หมึกกระดอง” เจ้ากระดองนี้นอกจากช่วยเป็นแกนกลางลำตัว
ยังมีประโยชน์ต่อหมึกอีกหนึ่งประการ นั่นคือทำให้มันกลายเป็นเรือดำน้ำธรรมชาติสมบูรณ์แบบ
จุดเด่นในการพรางตัวคือสามารถเปลี่ยนกระดองให้กลายเป็นหนามแข็ง
รวมถึงเปลี่ยนสีของกระดองได้อีกด้วย
Malaysian Orchid Mantis ตั๊กแตนกล้วยไม้สายพันธุ์มาเลย์
เวลาไปหลบอยู่ในกล้วยไม้แทบจะไม่รู้เลยว่ามันคือแมลงน่ารัก ๆ ตัวหนึ่ง

ตามติดๆมาด้วย มังกรทะเลใบไม้ (Leafy Sea Dragon)
ร่างกายของมันมีครีบที่เหมือนพืชประเภทใบไม้ในทะเล
จริงๆ แล้วมันจัดเป็นปลาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดอย่างมากกับม้าน้ำ
มังกรทะเลใบไม้และม้าน้ำ ชอบอาศัยอยู่บริเวณทะเลอบอุ่บ
ในเขตน้ำตื้นซึ่งลึกลงไปจากระดับน้ำต่ำสุดประมาณ 3-50 เมตร
มันแปลงตัวแบบนี้ก็เพราะต้องการทำตัวให้ตัวกลมกลืนไปกับสาหร่ายทะเล
ที่ลอยล่องอยู่ในน้ำนั่นเอง

แม้กระทั่ง สิงโต ซึ่งถูกเรียกขนานนามว่า”เจ้าป่า”
ก็ยังต้องอาศัยสภาพแวดล้อมเพื่อพรางตัวจากอันตราย
ไม่ต่างกัน กับเหล่าแมลง สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ
ที่สามารถเปลี่ยนสีของตนให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศได้

เป็นเพราะสัตว์ป่ารู้จักใช้วิธี “พรางตัว” ให้เข้ากับธรรมชาติ
สัตว์ป่าหลายชนิดจึงยังคงไม่สูญพันธุ์
หากไม่โดนสัตว์ด้วยกันทำร้าย จับกิน
หรือถูกมนุษย์ใจร้ายจับไป

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพ
จาก http://webecoist.com/2008/11/11/examples-of-amazing-animal-camouflage/ ค่ะ

Permalink
No Comments

ปัจจุบัน ข่าวคราวทางหน้าหนังสือพิมพ์ในแต่ละวัน
ที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ พิการหรือสูญเสียชีวิต
อันมีสาเหตุมาจากการไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์โกรธ
ของผู้คนในสังคม มีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ
การสูญเสียดังกล่าว ไม่ได้จำกัดขอบเขตเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์
เท่านั้น ยังส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของสมาชิกครอบครัว
ที่ต้องพบกับ ความสูญเสีย ซึ่งหลายครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เป็นเพราะไม่สามารถหยุดอารมณ์ชั่ววูบของผู้กระทำได้
ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถระงับอารมณ์โกรธของตนลงได้
มีอารมณ์เยือกเย็นลงอีกสักนิด ความสูญเสียต่างๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น

นพ. ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลมนารมย์
ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า การรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง
และสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม เป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องได้รับ
การฝึกฝน ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้คนเราเกิดอารมณ์โกรธ
นอกเหนือจากแรงผลักดันจากภาวะเศรษฐกิจ ครอบครัวและการสูญเสีย
การควบคุมอารมณ์ชั่วขณะอันเกิดมาจากการใช้เหล้าหรือสารเสพติดแล้ว
ก็คือเรื่องบุคลิกภาพที่เป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว
เพราะในปัจจุบันสถาบันครอบครัวของไทยมีความอ่อนแอลงทุกวัน
เวลาและความใกล้ชิดที่มีให้กันน้อยกว่าในอดีต

ในขณะที่ตัวอย่างการแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรงในสังคม
มีให้เห็นบ่อยมากขึ้น จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้
สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการนำเสนอข่าวสาร
ภาพยนตร์หรือเกมที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง
และเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่สถาบันครอบครัว
ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ควรถูกหยิบยกมาใช้

นพ.ไกรสิทธิ์ให้ข้อมูลต่อไปว่า
การเลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโตมีสุขภาพกาย ใจที่แข็งแรง
เป็นงานสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตมนุษย์
ต้องใช้เวลา ต้องการทั้งความรู้ ความเข้าใจ
และความอดทนของผู้เลี้ยงดูเป็นอย่างมาก
ซึ่งช่วงอายุของเด็กที่มีความสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการ
ได้แก่ ช่วงอายุ 0-6 ขวบ
เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะเรียนรู้เรื่องการวางใจผู้อื่น
รับรู้และซึมซับบุคลิกภาพจากคนใกล้ชิด
โดยเฉพาะจากผู้เลี้ยงดู การฝึกเด็กให้รู้จักคอย
การเห็นอกเห็นใจ การเคารพสิทธิผู้อื่น
การรู้จักแพ้ รู้จักชนะ จะมีส่วนช่วยในการฝึกทักษะ
การควบคุมอารมณ์ของเด็ก

“หากเราเลี้ยงดูเด็กให้เป็นผู้ที่มีทั้งไอคิว อีคิวที่ดี
คนที่อยู่ใกล้ชิด และสังคมก็จะพลอยมีความสุขไปด้วย
ความก้าวร้าวของเด็ก เมื่อมีพัฒนาการขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นได้ยาก
เพราะสมาชิกในครอบครัวต่างเป็นเบ้าหลอมสำคัญยิ่ง
และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขา”

สำหรับหลักในการควบคุมอารมณ์นั้น นพ.ไกรสิทธิ์ได้ให้
แนวทางปฏิบัติ 10 ประการที่สามารถนำไปใช้
เพื่อระงับความโกรธแบบสั่งได้ดังใจไว้ ได้แก่
1. พยายามสังเกตตัวเองให้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเองว่ากำลังจะโกรธ
2. เตือนตนเองว่าการโกรธคือการเผาตัวเอง ทำลายสุขภาพตัวเอง
3. ชะลออารมณ์โกรธโดยการเบี่ยงเบนความสนใจ
ด้วยการนับ 1-10 หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ
พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
4. พยายามออกจากสถานที่ยั่วยุให้เกิดอารมณ์โกรธนั้น
เพื่อไปสงบสติอารมณ์
5. เตือนตนเองว่า เราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ดังใจเรา
6. เตือนตนเองว่า คนเราแตกต่างกัน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
แม้แต่ตัวเราเองก็มีข้อบกพร่อง
7. เตือนตนเองให้มองเห็นข้อดีของผู้อื่น
และความดีของเขาในอดีตที่ผ่านมา
8. ฝึกคิดฝึกมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในด้านบวก
9. ฝึกให้อภัยและปล่อยวาง
10. ถ้าแก้ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ ควรขอคำปรึกษา
จากคนที่มีประสบการณ์ไว้ใจได้ ในบางครั้งถ้าปัญหารุนแรงมาก
อาจจำเป็นต้องปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

รู้ภาคทฤษฎีแล้ว พยายามปฏิบัติกันก่อนที่จะติดนิสัยขี้โมโหจนแก้ไม่ได้กันดีกว่าค่ะ
Permalink
No Comments

กอดบำบัด
เยียวยาโรคด้วยอ้อมแขน
จิตใจคนเราไม่ใช่อิฐหินดินทราย
บางครั้งจึงมีช่วงเวลาอ่อนแอ ท้อแท้
พ่ายแพ้ เป็นธรรมดา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น
เราคงไม่ขอให้ใครพาไปหาหมอ กินยาขนานไหนๆ ทั้งสิ้น
แต่เป็นความรักความปรารถนาดีจากใครสักคน
ที่พร้อมเยียวยาความรู้สึกไม่ปกติบางอย่างในใจเรา
ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการสัมผัส หรือการกอด

“กอด” “สัมผัส” เป็นยา
1. ลดความเจ็บปวดในผู้ป่วย
ทั้งที่มีอาการเรื้อรังและไม่เรื้อรัง ซึ่งอาจแค่สัมผัสผู้ป่วย
บริเวณที่เจ็บปวด หรือวางมือไว้เหนือแผล
(ที่ปิดด้วยผ้าก็อซหรือพลาสเตอร์เรียบร้อยแล้ว)
นานติดต่อกันราว 30 นาที จากการศึกษาวิจัย
ของภาควิชาพยาบาล มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค กล่าวว่า
การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่ม ปริมาณฮีโมโกลบิน
และช่วยให้ร่างกายส่งเลือดมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ
บริเวณที่บาดเจ็บเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด
มีการศึกษาวิจัยโดย David Bresler แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ลอสเองเจลลิส ยืนยันว่า จากการทดลองให้ผู้ป่วยหญิง
ที่ทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดก่อนคลอด
ได้รับการกอดโดยสามีบ่อยๆ พบว่า ความเจ็บปวดลดลง
2. ลดความรู้สึกในทางลบ
เช่น หวาดกลัว กังวล โกรธเกรี้ยว ไม่สบายใจ
อันเป็นผลมาจากความป่วยไข้ไม่สบายกาย
ในบางรายที่เป็นโรคร้ายชนิดรุนแรง เช่น มะเร็ง เอดส์ นั้น
ผู้ป่วยต้องเรียนรู้ว่า เมื่อมีโรคร้ายอยู่ในตัว
ชีวิตหลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องกอดผู้ป่วย
เพื่อประคองภาวะอารมณ์ ลดความรู้สึกในทางลบ
ไม่ท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั้น
รวมไปถึงผู้ป่วยระยะสุดท้าย คุณหมอปริยสุทธิ์กล่าวว่า
“มีการทดลองกอดผู้ป่วยใกล้ตาย เพื่อให้เขารู้สึกว่า
กำลังตายในอ้อมแขนของคนที่เขารัก เขาจะมั่นใจว่า จะไปดี
หมอและนักบำบัดไม่หวงตัว อยากให้เขาตายอย่างมีความสุข
ก็กอดเขาซึ่งถือเป็นการส่ง love message เป็นครั้งสุดท้าย”
3. ช่วยการพัฒนาการในเด็กพิการหรือเด็กออทิสติก
ในหนังเรื่อง The Last Don ของ Mario Puzo
ก็มีตัวละครชื่อ อธีน่า ทำกล่อง “Hug Box”
เพื่อให้ลูกสาวของเธอที่ป่วยเป็นโรคออทิสติกเข้าไปนอน
เพื่อให้รู้สึกว่าถูกกอดตลอดเวลา
4. ช่วยให้คนที่ขาดการกอด (หรือการสัมผัส) มีอาการดีขึ้น
เพราะการกอด (หรือการสัมผัส) นั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต
ฉะนั้นคนที่ขาดการกอด (หรือการสัมผัส) จึงมีความเสี่ยง
ต่อความปวดร้าวรุนแรงในจิตใจ เมื่อเกิดความผิดหวังบางอย่างในชีวิต

คนที่ต้องการกอด(หรือการสัมผัส)นั้น
แบ่งเป็นสองกลุ่มด้วยกัน คือ
* คนที่ไม่ค่อยได้รับการกอด (หรือการสัมผัส) เท่าไร
ซึ่งได้แก่ คนที่ชอบเล่นตุ๊กตาหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง
คนที่แสดงความเจ็บปวดทางใจและกายเกินจริง
คนที่ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆเมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดัน
และคนที่ชอบกำสิ่งของต่างแน่นๆ
* คนที่ไม่ได้รับการกอด (หรือการสัมผัส)เลย
เพราะเส้นประสาทรับความรู้สึกทางผิวหนังถูกทำลาย
เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน อัมพฤกษ์อัมพาต ผู้ป่วยที่มีอาการชา

กอดหลายแบบบำบัดหลายอาการ
คุณหมอปริยสุทธิ์กล่าวว่า “วิธีการกอดนั้น ต้องเริ่มกอดด้วยใจรัก
กอดด้วยสัมผัสแห่งรัก เราจะต้องมั่นใจว่าใจเราต้องรู้สึก “รัก”ก่อน
รักแบบไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าคนที่อยู่ข้างหน้าตอนนั้นไม่ใช่พ่อแม่เรา
ไม่ใช่ญาติ เราก็ต้องไม่กอดด้วยความสงสาร หรือปราศจากความรัก
มิเช่นนั้นอ้อมกอดนั้นจะเจ็บปวด เป็นอ้อมกอดรสขม
ไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่ถ้าเมื่อไรที่กอดด้วยความรัก
ความรู้สึกที่เป็นบวก ก็จะได้ผลในเชิงการบำบัดเยียวยา”
ว่าแต่จะเริ่มกอดแบบไหน ถึงจะเป็นการส่งสารความรัก
ความปรารถนาดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกกาละและเทศะ
เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย

* กอดแบบหมี (Bear Hug)
ที่ผู้กอดทั้งคู่มักสูงและตัวโตไม่เท่ากัน
ผู้ที่สูงกว่ามักต้องยืนให้มั่นคง หรือโน้มตัวเพียงนิดหน่อย
เพื่อให้เข้าถึงผู้ที่ตัวเตี้ยกว่าได้ง่ายขึ้น
สองแขนโอบกอดบริเวณไหล่ผู้ที่ตัวเตี้ยกว่า
ส่วนผู้ที่เตี้ยกว่าก็ต้องยืนให้มั่นคงเช่นกัน
โดยหัวแนบไหล่หรืออกผู้ที่สูงกว่า
สองแขนก็โอบกางกอดผู้ที่สูงกว่าบริเวณระหว่างอกและเอว
การที่ร่างกายสัมผัสกันนั้น ช่วยให้ถ่ายทอดพลังสู่กันและกันได้มาก
ใช้เวลากอดครั้งละ 5-10 วินาที
เคล็ดลับ เป็นการกอดแบบจารีต ที่มีให้เราเห็นเกลื่อนกล่น
การกอดแบบนี้ควรกอดด้วยความมั่นคง เพื่อให้กำลังใจ
ความอบอุ่น ความปลอดภัย

* กอดแบบหน้าแนบหน้า (A Frame Hug)
ผู้กอดทั้งสองต้องเอื้อมแขนไปโอบไหล่ทางด้านข้างของกันและกัน
เอาหน้าแนบหน้ากัน หัวพิงหัว กายพิงกาย ใช้การกอดแบบนี้
แทนคำพูด “สวัสดี” หรือ “ลาก่อน”
เคล็ดลับ เป็นการกอดแบบสุภาพและเป็นทางการ
แสดงถึงการต้อนรับหรือความชื่นชม ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน
หัวหน้ากอดลูกน้อง อาจารย์กอดลูกศิษย์ รวมทั้งคนที่เพิ่งรู้จักหรือเคยเห็นหน้า
เช่น แฟนของลูกน้องสามี ลูกสะใภ้คนใหม่

* กอดด้วยแก้ม (Cheek Hug)
สามารถกอดได้ทั้งในท่าที่ทั้งคู่ต่างยืนหรือนั่ง
หรือฝ่ายหนึ่งนั่ง ฝ่ายหนึ่งยืนก็ได้ เพราะไม่จำเป็น
ที่กายของทั้งคู่จะต้องสัมผัสกัน ถ้าทั้งคู่อยู่ในท่านั่ง
ก็แค่เอนตัวเข้าหากัน โดยให้ด้านข้างของใบหน้าแนบชิดกัน
แบบแก้มแนบแก้ม มืออาจโอบไหล่กันและกัน
เพื่อให้หน้าแนบกันได้สนิทนุ่มนวลมากขึ้น
หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ และใช้เวลากอดสักสองสามนาที
เคล็ดลับ ต้องทำด้วยความนุ่มนวล อ่อนโยน
ในลักษณะของการสื่อถึงจิตวิญญาณ และความเมตตาปราณีต่อกัน
การกอดแบบนี้สื่อสารประโยค “ฉันเสียใจด้วย”
เมื่อเพื่อนกำลังผิดหวัง

* กอดกันกลม (Sandwich Hug)
เป็นการกอดสำหรับคนสามคน สองคนหันหน้าเข้าหากัน
โอบคนที่อยู่ตรงกลางไว้ สองคนด้านนอก
มือข้างหนึ่งโอบไหล่กันไว้ อีกข้างหนึ่งโอบบริเวณเอว
ส่วนคนที่อยู่ด้านในกอดเอวคนใดคนหนึ่งไว้
ศีรษะทั้งสามรวมกันเป็นหนึ่ง ร่างกายสัมผัสกันอย่างอบอุ่น
เคล็ดลับ เป็นการสร้างความมั่นใจให้คนที่อยู่ด้านใน
เมื่อเขาหรือเธอคนนั้นต้องออกไปเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก
ผู้ที่กอดกันส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเพื่อน พ่อแม่กอดลูก
หรือสามีภรรยาที่ร่วมกันปลอบใครบางคน

* กระโดดกอด (Grabber-Squeezer Hug)
ฝ่ายหนึ่งพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย คว้าตัวมากอดรัด ชั่วเสี้ยวลมหายใจ
ฝ่ายที่ถูกกอดต้องตื่นตัวขณะถูกกอดรัด
เพื่อกอดรัดกลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้ค่อนข้างยาก
ทั้งสองฝ่ายต้องวิ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
จึงต้องระวังการชนปะทะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว
หัวอาจกระแทกกัน หรืออาจเข้าผิดจังหวะ
ทำให้ตัวปะทะแขนของอีกฝ่าย บาดเจ็บได้
ทำให้จุดประสงค์ของการกอดล้มเหลว
เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่รีบเร่ง เพื่อคลายความตึงเครียด
หรือตื่นเต้น ซึ่งบางทีเราอาจจะทอดเวลาการกอดรัดออกอีกนิดก็ได้

* กอดเป็นกลุ่ม (Group Hug)
ทุกคน (กี่คนก็ได้) มายืนหันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลม
กายชิดกันมากเท่าที่จะมากได้ มือข้างหนึ่งโอบไหล่
อีกข้างโอบเอว ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆถึงเพื่อนทั้งสองข้าง
ผ่านการโอบรัด สักครู่หนึ่ง
เคล็ดลับ กลุ่มเพื่อนมักกอดกันด้วยวิธีนี้ เพื่อให้กำลังใจ
หรือเพิ่มความมั่นใจกันและกัน เพราะทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยว
และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

* กอดเคียงบ่าเคียงไหล่ (Side-to-Side Hug)
ทั้งสองคนก็แค่วาดแขนไปโอบไหล่หรือเอวเพื่อนที่เดินเคียงข้าง
เวลาเดินทอดน่องสบายๆ เพื่อถ่ายทอดความเอื้ออาทรกันและกัน
เคล็ดลับ เวลาเข้าแถวรออะไรสักอย่าง ถ้าโอบไหล่เพื่อนข้างๆ
จะช่วยให้การรอคอยนั้นผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

* กอดจากข้างหลัง (Back-to-Front-Hug)
เพราะคนที่เราจะกอดนั้นมือไม่ว่าง อาจจะกำลังยืนถือกะทะ
ผัดกับข้าว ทำครัว ล้างจาน หรือทำงานบ้านอื่นๆ
ผู้กอดจึงต้องเดินเข้าไปข้างหลัง โอบแขนรอบเอวเขาหรือเธอ
กอดอย่างนุ่มนวล
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้สะท้อนความขี้เล่นของผู้กอดไว้นิดหน่อย
แต่ก็ถ่ายทอดพลังความสุข ซึ่งเปี่ยมด้วยกำลังใจไปให้ผู้ถูกกอด

* กอดจากหัวใจ (Heart-Centered Hug)
เริ่มจากตาสบตา เอื้อมแขนไปโอบไหล่หรือหลัง
หน้าผากชิดกัน เหมือนร่างกายทุกส่วน เป็นการกอดที่มั่นคง
แต่สุภาพ ขณะที่ผ่อนลมหายใจจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน
ทั้งคู่จะรู้สึกว่าความกรุณาจากหัวใจของแต่ละฝ่าย ไหลรินสู่กันและกัน
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้มีพลังมาก สามารถถ่ายทอดความอ่อนโยน
เอาใจใส่ การยอมรับกันและกัน รวมไปถึงกำลังใจและการสนับสนุนช่วยเหลือ
ไม่จำกัดระยะเวลาในการกอด สามารถกอดกันจนกระทั่งมีสิ่งอื่น
มาเรียกร้องความสนใจเลยก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่มีความผูกพันกัน
ลึกซึ้งยาวนาน เช่น เพื่อนเก่าที่เคยร่วมทุกข์สุขกันมานาน เป็นต้น
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 242 ค่ะ

การกอด ช่วยได้
Permalink
No Comments
« Previous entries · Next entries »