Archive for the ‘เรื่องเล่า..นิทาน’ Category

ก่อนที่จะสายเกินไป

ในค่ำคืนที่อากาศค่อนข้างเย็นในฤดูหนาว
ชายชราผู้หนึ่งเกิดอาการหัวใจวายอย่างกระทันหัน
ทันทีที่เขาถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งของรัฐ
เขาทราบได้เท่าที่หมอที่รักษาเขาทราบว่า..
โอกาสที่จะมองโลกใบนี้คงเหลือน้อยเต็มที
ความรู้สึกหนึ่งที่รบกวนจิตใจเขามาตลอด
บัดนี้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง เขาพยายามขอร้องพยาบาล
ให้โทรศัพท์หาลูกสาวคนเดียวของเขา
“ผมอยู่คนเดียว และเธอก็เป็นญาติคนเดียวที่ผมมี”

ลูกสาวของชายคนนั้นเมื่อรับทราบข่าว เธอตกใจมาก
เธอพูดด้วยเสียงอันดังว่า
“ปล่อยให้พ่อตายไม่ได้นะ
ฉันทะเลาะกับพ่อเมื่อเกือบปีที่แล้ว
ฉันยังไม่ได้พบหรือขอโทษพ่อเลย
คำพูดสุดท้ายที่ฉันบอกพ่อคือ
..ฉันเกลียดพ่อ ได้โปรดเถอะ ฉันอยากจะขอโทษพ่อฉัน”
ลูกสาวร้องไห้ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า
“ได้โปรดเถอะค่ะ ฉันจะไปถึงในสามสิบนาทีนี้ค่ะ “
คนเจ็บอาการทรุดจนหัวใจหยุดเต้น
พยาบาลได้แต่สวดภาวนา
“โอ พระเจ้า ลูกสาวของเขากำลังมา
ขออย่าให้เรื่องทั้งหมดจบแบบนี้เลย
ขอให้ลูกสาวมาทันพูดกับเขาเถอะ”
แต่ความพยายามของคณะแพทย์
ที่จะปั๊มหัวใจเพื่อยืดเวลาของคนไข้ออกไป
… กลับไร้ผล
เมื่อลูกสาวมาถึง พยาบาลเห็นแพทย์คนหนึ่ง
กำลังพูดกับลูกสาวของคนไข้อยู่นอกห้อง
เธอเห็นความเจ็บปวดบนใบหน้านั้น
พยาบาลเข้าไปปลอบใจ และได้แต่บอกว่า
“ดิฉันเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี่ค่ะ”
ลูกสาวตอบว่า ” ฉันไม่เคยเกลียดพ่อ
คุณรู้ไหมค่ะ ฉันรักพ่อจริง ๆ มาตลอด
ฉันอยากพูดให้พ่อได้ยินว่าฉันรักพ่อ
กรุณาให้ฉันได้พบพ่อด้วยเถอะค่ะ “

พยาบาลนำเธอไปยังห้องผู้ป่วย
ลูกสาวเดินไปที่เตียง
ทันทีที่เธอเห็นร่างเขา เธอซบหน้าลงที่อก
น้ำตาพรั่งพรูลงบนหน้าอกที่ไม่กระเพื่อม
ขณะที่เธอกล่าวคำลาพ่อผู้จากไปของเธอ
สิ่งเดียวที่เธอต้องการ
คือให้เขาได้รับรู้จากปากเธอว่าเธอรักเขา
.. เธอรักพ่อของเธอ
พยาบาลพยายามที่จะไม่มองการร่ำลาที่แสนเศร้านี้
ขณะที่หันกายกลับไป กลับพบกระดาษโน้ตชิ้นหนึ่ง
ตกอยู่ข้างเตียงคนไข้
พยาบาลหยิบขึ้นมาอ่านและพบข้อความว่า
“ลูกรักของพ่อ พ่ออยากจะบอกลูกว่า
พ่อให้อภัยแก่ลูกเสมอ
พ่อภาวนาให้ลูกให้อภัยแก่พ่อเหมือนกัน
พ่อรู้ว่าลูกรักพ่อและรู้ว่าลูกก็รู้ว่า
พ่อรักลูกเหมือนกัน ลาก่อนลูกรักของพ่อ”

คนเรามักไม่กระตือรื้นล้นที่จะทำ
ในสิ่งที่ความรู้สึกแท้จริงต้องการจะทำ
ตราบจนเมื่อไม่มีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำ
คุณจึงเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่อยู่ในใจคุณ
ถ้าวันนี้คุณเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง
รู้ว่าคุณต้องการจะแสดงความรักกับใครสักคนหนึ่งที่คุณรัก
คุณเป็นคนโชคดีที่รู้จักตัวเองก่อนจะสาย
คุณมีเวลามากพอที่จะทำในสิ่งที่อยากจะทำ
อย่าปล่อยให้เวลาของคุณผ่านไป
จนกระทั่งความรู้สึกสุดท้ายที่เข้ามาแทน
… คือความเสียใจ
ที่มา : unknown

เรื่องเล่าของค้างคาว

กาลครั้งหนึ่งมีค้างคาว 3 ตัว
อาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน
มีค้างคาวเด็ก ค้างคาวหนุ่ม และค้างคาวเฒ่า
ปกติมันทั้ง 3 จะผลัดเวรกันออกไป
หาเลือดสดๆ มาแบ่งปันกัน
และวันนี้เป็นเวรของเจ้าค้างคาวน้อย

ค้างคาวน้อยออกไปนาน….นานมาก ก็ยังไม่กลับ
แต่ที่สุดแล้วมันก็กลับมา…
‘ข้าขอโทษนะที่หาอาหารมาให้ไม่ได้
ข้าคิดว่าช่วงนี้เป็นหน้าแล้ง
สัตว์ต่างๆพากันอพยพไปหมด’
ค้างคาวน้อยบอกเสียงเจื้อยแจ้ว
‘ไม่ใช่หรอก เจ้าน่ะ ยังด้อยประสบการณ์นัก
เดี๋ยวข้าออกไปเอง…’

เจ้าค้างคาวหนุ่มกล่าวว่าแล้วมันก็ออกไป
และออกไปนาน..นานกว่าเจ้าค้างคาวน้อยอีก…
และแล้วก็กลับมา… มือเปล่า

‘สงสัยท่านผู้เฒ่าต้องช่วยพวกเราแล้วหละครับ’
เจ้าหนุ่มกล่าว .. แล้วค้างคาวผู้เฒ่าก็ออกไป…
…. ไม่น่าเชื่อ….เพียงไม่นาน ท่านผู้เฒ่าก็กลับมา
พร้อมกับเลือดสดๆ เต็มปาก….
‘ท่านทำได้ไงเนี่ย ท่านผู้เฒ่า…’
ค้างคาวทั้งสองร้องด้วยความดีใจระคนประหลาดใจ …

ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม….. ..
‘พวกมึงเห็นต้นไม้ด้านหน้านั้นมั้ย’
…’เห็นครับท่าน’….
‘นั่นแหละ…………………….กูไม่เห็น

เฮ้อ… เป็นผู้สูงวัยนี่ก็ลำบากไม่น้อย
แม้จะมีประสพการณ์เยอะกว่าใครๆ
แต่หากสังขารมันไม่ให้
..ก็คงต้องทำใจอ่ะนะ
หึ หึ ..

อิคคิวซัง

อิคคิวซัง เป็นแค่ตัวการ์ตูนหรือตำนานที่มีอยู่จริง ?
หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ในไทยมีการ์ตูนญี่ปุ่นที่เข้า
มาฉายในไทยอยู่ไม่กี่เรื่อง ที่คนในสมัยนั้นรู้จักกันดี
เช่น โดราเอม่อน อาราเร่ ผีน้อยคิวทาโร่ และอิคคิวซัง
ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะจำกันได้ดี

จนกระทั่งปัจจบันนี้ การ์ตูนที่ยังคงกลับมาฉายในบ้าน
เราก็ยังคงเป็นอิคคิวซัง ซึ่งแพร่ภาพทางช่อง 3 ตอนเย็น ๆ
ทำให้เด็กรุ่นใหม่ก็ยังรู้จัก “เณรน้อยเจ้าปัญญา อิคคิว ซัง”
ความน่ารักของตัวการ์ตูน และเนื้อหาที่สนุกสนาน ยังคง
มาสร้างความบันเทิง ในบ้านเราไม่มีวันจบสิ้น
อิคคิว ซัง จึงเป็นการ์ตูนอมตะอีกเรื่องหนึ่ง
แต่จะมีใครรู้บ้างว่าที่ญี่ปุ่น พระอิคคิว มีอยู่จริง
รวมถึงหลักฐานต่าง ๆ ที่ยืนยันว่า “อิคคิว ซัง”ไม่ใช่แค่
การ์ตูนแต่กลับเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเลย
ทีเดียว
มารู้จัก “อิคคิว ซัง”กันเถอะค่ะ

เมื่อ 600 ปีที่ผ่านมาเป็นยุค Muromachi (ประมาณ
พศ.1338-1573)  ช่วงที่ญี่ปุ่น ยังยึดติดเรื่องศักดินา
อิคคิวซัง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเณรน้อย ผู้ฉลาดหลักแหลม
หลังจากโชกุน Yoshimitsu Ashikaga ต้องการจะรวม
ประเทศญี่ปุ่น ในศตวรรษที่ 15  มีพระในนิกายเซน ถือ
กำเนิดขึ้น ที่ใคร ๆ รู้จักในนาม “Ikkyu San (อิคคิว [...]

ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่า
เพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก
ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง..
แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน……
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตก
เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม
ที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง….
ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิ
จะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง …
ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึกอับอาย
ต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่
ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่า
.. เป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า
‘ข้ารู้สึกอับอายตัวเอง
เป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า
ที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมา
ตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน’

คนตักน้ำตอบว่า ‘เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่า
มีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า…
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง
เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่….
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดิน
ด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ…
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้น
กลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..
เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้’

คนเราแต่ละคน
ย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง…
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ
และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้….
สิ่งที่ต้องทำ ก็เพียงแค่ยอมรับ
คนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น….
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุด
ในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง
มองโลกหลาย ๆ ด้าน
คนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น

หินก้อนใหญ่

ไปอ่านเจอนิทานดีๆ
ที่สอนได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
เลยเอามาลงไว้ แบ่งกันอ่านค่ะ
เรื่อง “หินก้อนใหญ่ “

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่ง
ต้องการจะออกเดินทางท่องเที่ยว
ไปเยี่ยมประชาชนของพระองค์
เมื่อมาถึงที่กลางตลาด
พระองค์ก็เกิดความคิดที่แยบคายอย่างหนึ่งขึ้น

พระองค์นำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนน
กีดขวางทางเดินของชาวบ้าน
และพระองค์ก็ไปซ่อนตัว
และ คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ

ชาวนาคนแรกเดินผ่านมา
พร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจ
ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหินนี้มากีดขวางทางเดินของเขา
แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป
พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ

ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา
เมื่อมองเห็นหินก้อนนั้น
เธอก็พูดว่าทำไมหินก้อนนี้จึงมาอยู่ที่นี่
แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร
พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไป
โดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก

เวลาผ่านไปไม่นาน
ก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้น
เขาพยายามที่จะผลักหินไปให้พ้นทาง
แต่เพียงลำพังตัวเขาก็ไม่สามารถทำได้
เขาจึงเดินหันหลังกลับไป

แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อยคนนั้น
ก็เดินกลับมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน
แล้วเด็ก ๆ ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้น
ออกไปให้พ้นทางเดิน
เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน
พวกเขาก็พบถุงใส่เหรียญทองของพระราชา
วางอยู่แทนที่หินก้อนนั้น

หินก้อนนั้นได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือ
อุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้น
มีไว้เพื่อพิสูจน์ความกล้าของเรา
ที่จะเผชิญหน้ากับมัน
หากเราหนีปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว
เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ
หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้ว
เราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถช่วยเราได้
มากเท่ากับผู้ที่เราสามารถจะช่วย
ให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคของเขาไปได้
และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ
ความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเอง
ที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง

จำไว้ว่า
สิ่งดีๆในชีวิต…
มักไม่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ
ชีวิตคนเราต้องออกแรงทำงาน
ทำอะไรแค่ไหน อย่างไร
ผลมันก็ย้อนกลับมาแค่นั้น แบบนั้น
ไม่มีความสำเร็จใดได้มาอย่างง่ายดาย

…สำหรับคนช่างเลือก
ไม่ว่าจะทำอะไร
ก็ต้องทำให้ดีทึ่สุด
แม้จะเหนื่อย หนัก
ต่อสู้มากสักหน่อย
แต่ผลกลับมาก็คุ้มค่าเหนื่อย
อย่างน้อยเราก็ได้เลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด
…ให้ตัวเอง
เช่นในการเลือกคนดีๆมาเป็นคู่ครอง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ
หรือโชคชะตา ไม่ใช่ว่าเขาดวงดี
แต่เพราะเขาเลือก
เพราะเขาพิถีพิถันกับชีวิต

นิทานเรื่องนี้ ให้ข้อคิดที่ดีและลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

เหตุผลที่ชีวิตเราเป็นแบบนี้

วันนี้ ได้รับ Forwarded Mail มาฉบับหนึ่ง
อ่านแล้วก็ทั้งน่าคิด และน่าขัน

ลองอ่านกันดูนะคะ
ไม่ทราบว่าจะคิดกันอย่างไรบ้าง

ในวันแรกที่พระเจ้าสร้างโลก
พระเจ้าได้สร้างวัวขึ้นคู่หนึ่ง และบอกกับวัวว่า
“วันนี้เราได้สร้างเจ้าขึ้น ในฐานะของวัว
เพื่อทำงานหนักกลางทุ่งนา ท่ามกลางแสงแดดจ้าทั้งวัน
แล้วเราจะให้เจ้ามีชีวิตยืนยาว 50 ปี”

วัวย้อนกลับว่า “ชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ จะให้มีอายุยาวถึง 50ปีน่ะหรือ?
ฮึ! เมินเสียเถอะ ขอแค่มีอายุเพียง 20 ปี ก็พอแล้วล่ะ
เอาคืนไปเลย 30 ปีถ้าได้ก็โอเค” และพระเจ้าตอบตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างสุนัขขึ้น และบอกกับมันว่า
“เราสร้างเจ้าขึ้น ในฐานะของสุนัข หน้าที่ของเจ้าคือ
นั่งอยู่ที่ประตูบ้านและเห่าเมื่อมีคนเข้ามา
แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืนถึง 20 ปี”
สุนัขได้ฟัง ก็พูดขึ้นว่า
“นั่งเฝ้าหน้าประตูบ้าน 20 ปี!
ช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ ขอคืนชีวิต 10 ปีก็แล้วกัน”
พระเจ้าตอบตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างลิงขึ้น และบอกกับลิงว่า
“เราสร้างเจ้าขึ้น ในฐานะของลิง หน้าที่ของเจ้าคือ
สร้างความสนุกสนาน และใช้เล่ห์เหลี่ยมของลิง
หลอกล่อคนให้หัวเราะ แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืน 20 ปี”
ลิงได้ฟัง จึงตอบว่า “อะไรนะ..ทำให้คนหัวเราะ ทำหน้าลิง
และเล่ห์กลต่างๆ ตั้ง 20 ปี นะเหรอ ?
ไม่เอาด้วยหรอก ขอคืนชีวิตไป 10 ปี [...]

ดัดหลังคนโกง

พ่อค้าชาวอินเดียคนหนึ่งทำกระเป๋าซึ่งมีเงินอยู่ในนั้น 100 เหรียญหายไป
เขาจึงประกาศว่า หากใครเอากระเป๋ามาคืนได้
เขาจะให้รางวัลเป็นเงิน 10 เหรียญ
ต่อมามีคนจรคนหนึ่งเก็บกระเป๋าใบนั้นได้
จึงเอามาให้พ่อค้าเพื่อรับรางวัล
พ่อค้าเป็นคนตระหนี่ เสียดายที่จะต้องควักเงินรางวัล 10 เหรียญ
เขาจึงเสแสร้งตระหนกตกใจโดยกล่าวว่า
แหวนเพชรวงหนึ่งในกระเป๋าได้หายไป
สุดท้ายทั้งสองได้ไปหาผู้พิพากษาที่ศาล
ผู้พิพากษาถามพ่อค้าว่า
“ท่านแน่ใจหรือว่าในกระเป๋านอกจากเงินเหรียญแล้ว
ยังมีแหวนเพชรอีกวงหนึ่ง?”
“แน่ใจทีเดียว” พ่อค้าตอบอย่างมั่นใจ
“ดีมาก” ผู้พิพากษากล่าวต่อ
“ในกระเป๋าใบนี้มีเพียง 100 เหรียญเท่านั้น
ไม่มีแหวนเพชรอะไรเลย
แสดงให้เห็นว่ากระเป๋าใบนี้มิใช่กระเป๋าใบที่ท่านทำหาย
เพราะฉะนั้น กระเป๋าใบนี้ ข้าต้องเก็บรักษาไว้ก่อน
เพื่อคอยเจ้าของที่ทำหายมารับไป
ท่านควรไปหากระเป๋าใบที่มีแหวนเพชรของท่านเถอะ!”

อีนี่ไม่น่าเลยยย…นะนายจ๋าาาา
แทนที่จะเสียแค่สิบ กลับต้องเสียทั้งร้อยยย

นี่แหละหนา..
คนที่ไม่ซื่อสัตย์
ไม่คิดแม้แต่จะรักษาคำพูดของตนเอง
สมควรแล้วที่จะถูกดัดนิสัยแบบนี้
เด็กๆ ทั้งหลาย อย่าทำตามแบบอาบังคนนี้นะคะ
รับปากอะไรกับใครไว้แล้ว
ควรรักษาคำพูด ไม่ว่าจะต้องทำใจแค่ไหนก็ตาม
จำไว้ให้ดีล่ะ