Archive for the ‘แบ่งกันอ่าน’ Category

ดนตรี เพิ่มพลังสมอง

อยากเพิ่มพลังสมอง
และความจำให้ลูกของคุณไหม
ถ้าใช่ คุณต้องพาลูกเข้าเรียนดนตรี
ตั้งแต่เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

คณะนักวิจัยที่สถาบันดนตรีและปัญญาแม็กมาสเตอร์
ในประเทศแคนาดาทดสอบสมองของ เด็กกลุ่มหนึ่ง
และพบว่าการหัดเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก
ช่วยพัฒนาความจำและไอคิวได้
ผลดีนี้ปรากฏชัดกับเด็กอายุสี่ขวบ
ภายในเวลาเพียงสี่เดือนหลังเรียน
นักวิจัยทดสอบเด็กอายุตั้งแต่สี่ถึงหกขวบสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งได้เรียนดนตรี ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้เรียน
จากนั้นทำการตรวจสมองของเด็ก
และดูเหมือนสมองของเด็กที่เรียนดนตรี
จะตอบสนองการทดสอบได้ดีขึ้น

สมองของเด็กกลุ่มนี้ฉับไว
และมีความสามารถในการจดจำดีขึ้น
หากโรงเรียนอนุบาลหรือโรงเรียนประถมของลูกไม่สอนดนตรี
คุณอาจต้องขอให้จัดหลักสูตรการสอน
หรือพาลูกไปสมัครเรียนกับสถาบันดนตรีโดยตรง

หากยังไม่ได้ลองให้ลูกเรียนดนตรี
ลองให้เรียนดูซีคะ
อย่างน้อย .. ลูกจะมีสมาธิมากขึ้นแน่นอน

จากนิตยสาร สรรสาระ ฉบับเดือนสิงหาคม 2550

10 ปีที่ผ่านไป..กับอีก 1วันที่เหลืออยู่

ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี
หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืม
หรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า
“เสียดายเวลา” ที่คบกันมา
บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออก
แต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า
ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ก็จะกลายเป็นเพียง
.. วันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และเวลาที่น่าเสียดาย
ก็จะเพิ่มขึ้นๆ
จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต
ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง
อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้
เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา
หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน
หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น
ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว
ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี
ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า..
หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่
เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี
เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น
ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น
1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต
ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น
“หากจะเสียดายเวลาน่ะ
ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก
ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า
ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า
แล้วยังจะมาเสียดายอดีต..
นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม”

จากหนังสือ..ถ้าความรัก..ทำให้เราร้องไห้..
ผู้เขียน : ลูกปัด

รักเราจะงดงามและเติบโต

ส่วนหนึ่ง จากหนังสือ “รักเราจะงดงามและเติบโต”

รักเราจะงดงามและเติบโต
คุณรักฉันเพราะอะไร ?
ฉันไม่ได้อ่อนหวานอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาหรอกนะ
ถ้าจะ หวัง ให้ฉันตามใจคุณบ่อย ๆ คงเป็นไปไม่ได้
บางครั้ง ฉันอยากอยู่คนเดียว
บางครั้ง ฉันอยากไปไหนมาไหนคนเดียว
บางครั้ง ฉันอยากไปโดยลำพังกับเพื่อน ๆ
โดยไม่มีคุณ…..

มองความรักของเราไปข้างหน้าซิ
ต้องมีความเจ็บปวด ชอกช้ำ รออยู่บ้าง
ถ้าเราจะเดินเข้าไปในรักนั้น
คุณจะรับได้มั้ย
ที่บอกคุณทั้งหมด
ไม่ได้หมายความว่า
… ฉันไม่รักหรือเอื้ออาทรต่อคุณ
สายใยแห่งรักยังคงถักทอ
สานสายใยเชื่อมความรักของหัวใจอยู่สม่ำเสมอ

ฉันพร้อมยอมรับในข้อบกพร่องของคุณ
เราทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างเดินเข้าไปในชีวิตของกันและกัน
ต่างคน ต่างสอนกันและกัน
ให้รู้จักความรัก ความทุกข์ ความสุข

วันนี้ฉันเพียงเปิดโอกาสให้ หัวใจ ได้คุยกัน
เพื่อที่จะนำ ความรัก
… มาใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ฉันเพียงไม่อยากให้คุณมีความคาดหวังมากมายในตัวฉัน
แค่คุณรักฉันด้วยธรรมชาติของรัก
รักฉันด้วยนัยวิถีแห่งรักที่บริสุทธิ์
เพราะคุณค่าของความรักกับคุณค่าของความคาดหวัง
มันช่างแตกต่างกันเหมือนกลางวันกับกลางคืน

คุณเห็นด้วยมั้ย
ที่เราจะไม่ยอมให้ความรักมาควบคุมชีวิตของเรา
คุณเห็นด้วยมั้ย
ที่เราจะไม่ยอมให้ความรักมากักกันเรา
คุณเห็นด้วยมั้ย
ที่เราจะไม่ยอมให้ความรักมาใช้เรา
แต่เราจะใช้ความรักดูแลกันและกัน

จาก หนังสือ “รักเราจะงดงามและเติบโต”
ผู้เขียน: อบอุ่น

บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม

มีเมืองเล็กๆที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง
มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก
ทุกวันพวกเขาจะพากันไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด
และส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้
ทุกคนที่เคยพบเจอพวกเขา
จะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ….

แต่แล้ววันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น
หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส
เธอนอนเงียบๆ อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
…เธอก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา
ตอนกลางวัน…ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง
ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ
ทั้งๆที่เธอไม่ตอบสนองใดๆเลย
ตกกลางคืนชายหนุ่มจะไปสวดภาวนา
อ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้านอกเมือง
เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลอีกแล้ว
ผ่านไป 1 เดือน….
หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม
ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวลงทุกวัน
แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอน
ต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่เคยหยุด
วันหนึ่ง….
พระผู้เป็นเจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่ม
และตกลง ที่จะประทานพรให้แก่เขา
พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชายหนุ่มว่า
เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม
ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า ผมยอมครับ
พระผู้เป็นเจ้าพูดต่อว่า
งั้นดี ฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา
แต่ต้องแลกกับการที่เจ้ากลายเป็นแมลงปอ
เป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น
ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม
ผมยอมครับ

ฟ้าสางแล้ว….
ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง
เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้า
แล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาล
หญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ
มีแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้างๆ เธอ
คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง
แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน
หลายวันผ่านไป….
หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
แต่เธอดูไม่มีความสุข
เธอออกตระเวนหาข่าวคราวของชายหนุ่ม
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มไปอยู่ที่ไหน
หญิงสาวยังไม่ละความพยายาม
ที่จะตามหาชายคนรักของเธอ
ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอ
ได้แต่บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง
…ทว่าเขาไม่สามารถส่งเสียง
…ไม่สามารถโอบกอดเธอ
เขาทำได้แค่เพียง…
เฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้น

ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว….
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่
เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว
นี่เป็นครั้งสุดท้าย
ที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว
เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว
อยากใช้ปากเล็กๆจูบที่หน้าผาก….
แต่อย่างไรก็ดี
ร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอ
…ก็ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากหญิงสาวได้….

แค่พริบตา ฤดูใบผลิก็มาเยือน….
เจ้าแมลงปอ รีบบินกลับมาหาคนรักของเขา
เพื่อที่จะพบว่า ร่างอันคุ้นนั้น
บัดนี้ได้ยืนเคียงคู่อยู่กับชายรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง
…ภาพๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอ
เกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว

ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุ
ที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารักและใจดีคนนั้น
และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่
ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น
พวกเขายังพูดถึงหญิงสาวว่า
สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก
เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก….

หลังจากนั้นไม่กี่วัน…..
แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้น
พาคนรักของตนไปชายทะเล เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น
พลบค่ำก็อยู่ที่ชายหาด เพื่อดูพระอาทิตย์ตก
แต่สำหรับเขาแล้ว…
นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว
เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก…..
เจ้าแมลงปอบินต่ำลงๆทุกวัน
ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอ
ที่จะบินเข้าใกล้หญิงอันเป็นที่รัก
ท่าทางการคุยอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนทั้งคู่
…ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก…
ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3…..
เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักเขาแล้ว
บ่าของเธอบัดนี้
ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม
ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบาๆ จากเขาผู้นั้น
ดูท่าทางแล้ว ไม่มีทางเลย
ที่หญิงสาวจะมีเวลาไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวดตัวหนึ่ง
และยิ่งไม่มีทางจะไปคิดถึงอดีตที่ผ่านไป

วันครบรอบปีที่ 3
ที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้ว…..
คนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่ม
ได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง
เจ้าแมลงปอค่อยๆ บิน
เข้าไปในโบสถ์และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้า
เขาได้ยินเสียงของคนรักที่ดังมาจากข้างล่าง
ตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า “ฉันยอมรับ”
เขาเห็นแพทย์หนุ่มสวมแหวนให้คนรักของเขา
ตามด้วย….จุมพิตที่แสนหวานของทั้งคู่
เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตา
แห่งความเจ็บปวดไหลออกมา….
พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า
เจ้ารู้สึกเสียใจไหม
เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า เปล่า
พระผู้เป็นถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
พรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นคนเดิมแล้ว
เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้าๆก่อนตอบว่า
“ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ”

บางบุพเพ…..ถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป
บางบุพเพ…..ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด
รักคนคนหนึ่ง…..ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ
แต่เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่ง….
เราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี

…..บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหมคะ ?
ที่มา : Forwarded mail

กินตามธาตุ

ตามตำราแพทย์แผนไทยบอกต่อๆ กันมาว่า
การกินอาหารต้องเลือกให้ถูกกับธาตุ
ถ้าหากเลือกได้เหมาะก็จะช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ปกติ
ยิ่งสุขภาพดีแถมอร่อยปากก็ยิ่งเยี่ยม
เพราะเห็นความสำคัญของการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์

ผู้ชำนาญการด้านศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย ทั้งโหราศาสตร์สากล
และโหรา-ศาสตร์ไทย คุณทีปกร ศรีเจริญ
ได้แนะนำการกินอาหารตามธาตุว่า
ธาตุของคนเราแบ่งออกเป็น 4 ธาตุ
โดยแบ่งตามเดือนเกิด ซึ่งเป็นหลักกว้าง
(แต่หากจะให้แม่นยำจริงๆ ต้องดูที่ลัคนาเกิดประกอบกันด้วย)

ธาตุดิน ได้แก่เดือนมกราคม พฤษภาคม และกันยายน
มักจะมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย
เนื่องจากธาตุดินเป็นธาตุที่หนักแน่น ระบบเผาผลาญและน้ำย่อยไม่ค่อยดี
ควรทานอาหารจำพวกผักและผลไม้
เช่น น้ำพริกผักต้ม อาหารประเภทแกงเลียง ต้มจืดต่างๆ

ธาตุลม คือ เดือนกุมภาพันธ์ มิถุนายน และตุลาคม
บุคคลธาตุลมมีลักษณะร่างกายระบบภายในมีความเป็นกรดมาก
ซึ่งทำให้ร่างกายมีช่องว่างของอากาศ
ควรเน้นอาหารจำพวกแกงป่า ผักสด ผลไม้ต่างๆ
อาหารที่ไม่มีกะทิ และควรเน้นจำพวกเครื่องเทศ
เช่น ต้มยำสมุนไพร เป็นต้น

ธาตุน้ำ เดือนมีนาคม กรกฎาคม พฤศจิกายน และธันวาคม
บุคคลธาตุน้ำเกี่ยวกับร่างกายมีความชื้นและเย็น
ควรเน้นอาหารจำพวกให้ความร้อนแก่ร่างกาย
เช่น อาหารที่มีส่วนผสมจำพวกขิง ข่า กระชาย พริกไทยสด
ได้แก่ เป็ดผัดตำลึงพริกไทยดำ
หรือข้าวกล่ำผัดสมุนไพรเครื่องเคียงหมูย่าง

ธาตุไฟ เดือนเมษายนและสิงหาคม
เป็นธาตุที่มีระบบเผาผลาญในร่างกายดีมาก
คนจำพวกนี้สามารถทานอาหารได้หลายรูปแบบ
เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ กุ้ง หมู ไก่
เพราะระบบเผาผลาญของข้างในดี
จึงทำให้ไม่มีปัญหาสำหรับคนธาตุนี้

คงจะพอจะเป็นแนวทางให้คุณเลือกกินอาหารให้ถูกกับธาต
เพื่อสร้างสมดุลของร่างกายรับสุขภาพที่ดีชีวีก็ยืนยาวได้นะคะ

หินก้อนใหญ่

ไปอ่านเจอนิทานดีๆ
ที่สอนได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
เลยเอามาลงไว้ แบ่งกันอ่านค่ะ
เรื่อง “หินก้อนใหญ่ “

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่ง
ต้องการจะออกเดินทางท่องเที่ยว
ไปเยี่ยมประชาชนของพระองค์
เมื่อมาถึงที่กลางตลาด
พระองค์ก็เกิดความคิดที่แยบคายอย่างหนึ่งขึ้น

พระองค์นำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนน
กีดขวางทางเดินของชาวบ้าน
และพระองค์ก็ไปซ่อนตัว
และ คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ

ชาวนาคนแรกเดินผ่านมา
พร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจ
ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหินนี้มากีดขวางทางเดินของเขา
แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป
พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ

ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา
เมื่อมองเห็นหินก้อนนั้น
เธอก็พูดว่าทำไมหินก้อนนี้จึงมาอยู่ที่นี่
แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร
พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไป
โดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก

เวลาผ่านไปไม่นาน
ก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้น
เขาพยายามที่จะผลักหินไปให้พ้นทาง
แต่เพียงลำพังตัวเขาก็ไม่สามารถทำได้
เขาจึงเดินหันหลังกลับไป

แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อยคนนั้น
ก็เดินกลับมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน
แล้วเด็ก ๆ ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้น
ออกไปให้พ้นทางเดิน
เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน
พวกเขาก็พบถุงใส่เหรียญทองของพระราชา
วางอยู่แทนที่หินก้อนนั้น

หินก้อนนั้นได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือ
อุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้น
มีไว้เพื่อพิสูจน์ความกล้าของเรา
ที่จะเผชิญหน้ากับมัน
หากเราหนีปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว
เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ
หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้ว
เราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถช่วยเราได้
มากเท่ากับผู้ที่เราสามารถจะช่วย
ให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคของเขาไปได้
และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ
ความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเอง
ที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง

จำไว้ว่า
สิ่งดีๆในชีวิต…
มักไม่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ
ชีวิตคนเราต้องออกแรงทำงาน
ทำอะไรแค่ไหน อย่างไร
ผลมันก็ย้อนกลับมาแค่นั้น แบบนั้น
ไม่มีความสำเร็จใดได้มาอย่างง่ายดาย

…สำหรับคนช่างเลือก
ไม่ว่าจะทำอะไร
ก็ต้องทำให้ดีทึ่สุด
แม้จะเหนื่อย หนัก
ต่อสู้มากสักหน่อย
แต่ผลกลับมาก็คุ้มค่าเหนื่อย
อย่างน้อยเราก็ได้เลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด
…ให้ตัวเอง
เช่นในการเลือกคนดีๆมาเป็นคู่ครอง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ
หรือโชคชะตา ไม่ใช่ว่าเขาดวงดี
แต่เพราะเขาเลือก
เพราะเขาพิถีพิถันกับชีวิต

นิทานเรื่องนี้ ให้ข้อคิดที่ดีและลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

ว่าด้วยเรื่องของการนอนหลับ

นอนนานเท่าใดจึงเพียงพอ
เด็กแต่ละคนต้องการเวลานอนหลับมากน้อยแตกต่างกัน
จึงไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนว่าแต่ละคนควรนอนนานเพียงใด
แต่บอกได้เป็นช่วงเวลาสำหรับแต่ละวัย
วัยก่อนเข้าเรียนควรนอนหลับวันละสิบถึง 12 ชั่วโมง
อายุเก้าขวบนอนนานสิบชั่วโมง
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เวลานอนที่เหมาะสม
เหลือเพียงคืนละแปดถึงเก้าชั่วโมง
แต่ส่วนใหญ่มักนอนน้อยกว่านี้
เพราะชีวิตวัยรุ่นเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย
การพัฒนาทั้งร่างกายและสมองต้องการการนอนที่เหมาะสม
การนอนหลับไม่เพียงพอ
อาจทำให้ไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ
ความจำไม่ดี ผลการเรียนไม่สม่ำเสมอ
อารมณ์หงุดหงิด บางรายอาจจำเป็นต้องใช้สารกระตุ้นให้ไม่ง่วง

วัยรุ่นกับเวลา
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับสรีรวิทยาของวัยรุ่น
คือวงจรการหลับตื่นของพวกเขาช้า กว่าวัยอื่นเกือบสองชั่วโมง
ด้วยเหตุนี้ วัยรุ่นจึงชอบเข้านอนดึกและตื่นสาย
ร่างกายของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีจะหลั่งเมลาโทนิน
หรือฮอร์โมนที่ทำให้ง่วงในเวลา 20.00 ถึง 21.00 น.
แต่ร่างกายวัยรุ่นส่วนใหญ่หลั่งเมลาโทนินประมาณ 23.00 น.
ระยะเวลาก่อนหน้านี้พวกเขาจึงไม่รู้สึกง่วง
เมื่อใกล้หมดช่วงเวลานอนหลับ คอร์ติโซล
หรือฮอร์โมนกระตุ้นการตื่นจะเพิ่มขึ้น
คอร์ติโซลของวัยรุ่นหลั่งเวลา 8.15 น.
ซึ่งสายเกินกว่าจะเข้าเรียนได้ทัน
หากลูกวัยรุ่นมีอาการสะลึมสะลือที่โต๊ะอาหารเช้า
คุณควรบอกตัวเองว่าถ้าเขาทำตามสมองของตัวเอง
ป่านนี้ลูกคงจะยังนอนขดอยู่เป็นแน่
สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้ทุกคนออกจากบ้านพร้อมกันทุกเช้า
การนอนลักษณะนี้อาจถูกเหมาว่าเป็นความขี้เกียจ
อย่าโกรธหรือตำหนิพวกเขา
คุณควรพยายามเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่า
วัยรุ่นต้องพยายามฝืนสู้กับสภาพร่างกายของตนเอง
คงเป็นการดีไม่น้อยหากพ่อแม่ลองเปลี่ยนมาคิดแบบวัยรุ่น
เพื่อทำตัวเป็นสมองให้แก่พวกเขา

การเสริมสร้างนิสัยที่ดี
ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนกล่าวย้ำว่า
ผู้ใหญ่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงกลไกร่างกายของวัยรุ่น
แต่ส่งเสริมให้ฝึกนิสัยการนอนที่ดีได้
 ห้าวิธีต่อไปนี้จะช่วยให้ลูกคุณหลับสนิท
และมีนิสัยการนอนที่ถูกสุขลักษณะ
1. เข้านอนให้ตรงเวลา เด็กๆอาจต่อต้านกฎข้อนี้
แต่ควรกำหนดให้พวกเขาเข้านอนตรงเวลาตลอดสัปดาห์
ช่วงสุดสัปดาห์อาจผ่อนผันให้บ้างเล็กน้อย
2. มีช่วงเวลาผ่อนคลาย ไม่เกิน 45 นาทีก่อนเข้านอน
ให้ปิดโทรทัศน์หรือสิ่งรบกวนจิตใจต่างๆ
เพื่อเตรียมใจให้เด็กค่อยๆสงบลง รวมถึงงดขนมและเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน
3. กำหนดกิจวัตรก่อนเข้านอน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน และผลัดกันเล่านิทาน
4. ทำห้องนอนให้เป็นห้องนอนเท่านั้น
ย้ายโทรทัศน์กับคอมพิวเตอร์ออกไป
สร้างบรรยากาศห้องนอนให้สงบและสลัว ยิ่งมืดยิ่งดี
5. ใช้สามปัจจัยที่โน้มน้าวให้เกิดความง่วง นั่นคือความมืดในห้องนอน
การลดอุณหภูมิร่างกาย และเข้าใจกลไกการทำงานของเมลาโทนิน
ดังนั้น การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะกับวงจรการหลับของเด็ก
ความเข้าใจเกี่ยวกับวงจรการหลับและสรีรวิทยาของการนอน
จะทำให้คุณสามารถหาวิธีช่วยให้ลูกหลับสบายตลอดคืน

ขอบคุณข้อมูล จากบทความเรื่อง”ศาสตร์แห่งนิทรา”
: นิตยสาร “สรรสาระ” ฉบับเดือนมิถุนายน 2551