แม่ขี้บ่น ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

ธรรมะ ทำไม, แบ่งกันอ่าน No Comments »

คัด ตัดตอนมาจาก หนังสือเล่มน้อยๆ
เหตุสมควรโกรธ ไม่มีในโลก”
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

แม่ขี้บ่น ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น
เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก
หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่
เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก
แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ

อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ
ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน
เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา
ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา

หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย
ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา
การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ

ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง
ใจก็คิดดี มีเมตตา
เห็นอกเห็นใจแม่
พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ

พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก
ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป
ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย
สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด
เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ

ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้
เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น

ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน
มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000
ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้
เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง
โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง
แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น
ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน
แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก

คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง
แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ
เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่
เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย
แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ
ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน
แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ
เราจะ…สกปรกน่าดู

เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ
เป็นคุณธรรมประจำใจ

เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี
และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร
ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่
ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ

เป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่

แม่ก็แค่.. คัดย่อเอาตอนที่ดีๆ

มาให้เด็กๆได้อ่าน ได้รับรู้บ้างเท่านั้นล่ะจ้ะ

Tags: ,

ความสุข

แบ่งกันอ่าน No Comments »

ความสุขแยกออกได้เป็นสองแบบ

สุขพึงใจ (Happiness) กับสุขชื่นใจ (Bliss)

สุข พึงใจเป็นความสบาย เช่น การได้กินอาหารอร่อย

คนรอบข้างน่ารัก แน่นอนมันรวมการได้รถยนต์คันใหม่

เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น ขายหุ้นได้ราคาดี การมีคู่ครองที่ดี

เป็นความพึงใจที่ผูกกับวัตถุและ/หรือสภาวะภายนอก

เมื่อวัตถุหรือสภาวะภายนอกนั้นเสื่อมสลาย

สุขพึงใจก็ลอกเปลือกออกเห็นตันตนภายในคือทุกข์

สุขชื่นใจลึกซึ้งกว่านั้นมาก สุขชื่นใจซื้อหาไม่ได้

เพราะเป็นความรู้สึกและตัวตนภายใจ

ขณะที่สุขพึงใจคือการรับ สุขชื่นใจคือการให้

ขณะที่สุขพึงใจคือความดื่มด่ำ สุขชื่นใจคือความเข้าใจ

การเข้าสู่สภาวะนิพพานทางพุทธ หรือซาโตริทางเซน

ก็คือความเข้าใจที่ก่ำให้เกิดสุขชั้นสูง อันปูฐานมาจากการรู้จักพอ

ปรัชญาพุทธสอนให้มองความสุขว่าเป็นความเข้าใจสภาวะของตัณหา

เมื่อเข้าใจก็เกิดความสันโดษ พอเพียง ชีวิตก็เรียบง่าย

ความสุขชื่นใจเกิดมาจากสติ

ความรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยความเยือกเย็น

ไม่ร้อนรน และสงบเสงี่ยม ทว่านี่ไม่ใช่คุณสมบัติที่ได้มาง่าย ๆ

ต้องผ่านประสบการณ์ การทดสอบ และความทุกข์

โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่หล่อหลอมคน

ให้ไขว่คว้าหาความสุขตามแนวทางที่ การตลาดกำหนด

ตัณหาใหม่ ๆ ถูกสร้างขึ้นตามจุดหมายแห่งกำไรสูงสุด

เนื่องจากสุขไม่ใช่สสาร การผูกตัวเองกับวัตถุนิยม

จึงเป็น ‘ความสุข’ ประเดี๋ยวประด๋าว

เหมือนไฟไหม้ฟาง มาวูบเดียว ไปวูบเดียว”

จาก ความฝันโง่ ๆ หนังสือเสริมกำลังใจชุด 2, หน้า 212

โดย วินทร์ เลียววาริณ

Tags:

วันนี้ดี.. เพราะเมื่อวาน

แบ่งกันอ่าน No Comments »

taste of life

ไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นในชีวิตคุณ
มันขึ้นอยู่กับตัวคุณว่า
จะตีความหมายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร

3

หลายครั้งที่การตัดสินใจในชีวิต
เราก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่า
ทำไมถึงเลือกทางนี้…
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะสำคัญมากกว่าการหาสาเหตุก็คือ

การยอมรับว่า คนเรามีสิทธิ์ผิดพลาดกันได้
เพียงแต่ขอให้รู้ตัวเองว่า
เราผิดพลาดเรื่องอะไร และใช้บทเรียนที่ได้นั้น
เป็นประสบการณ์ไว้สอนตัวเอง

ไม่มีประโยชน์กับการนั่งกล่าวโทษตัวเอง หรือ
มัวหวั่นไหวกับภาพร้ายๆ ที่คนอื่นสร้างให้
จนทำให้เรารู้สึกแย่ไปกันใหญ่

เมื่อวานนี้ของฉัน อาจเคยสร้างความรู้สึกสีเทาให้กับตัวเอง
และคนที่รักฉันอยู่ไม่น้อย
แม้มันจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานเหมือนกัน
กว่าจะจัดการระบายสีให้กับชีวิตวันนี้ของตัวเองเสียใหม่

อย่างไรเสีย… วันนี้ของฉันก็ดีกว่าเมื่อวาน
ด้วยแรงเสียดทานหนักๆที่เคยผ่าน
ทำให้เราเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น
ทำให้เรากลายเป็นคนหนักแน่นและมีความอดทน
ไม่ท้อง่ายต่อเรื่องยากในชีวิต
ฉันได้กลับมาเป็นลูกที่ดีพอใช้ได้คนหนึ่งของพ่อแม่

เป็นแม่ที่พึ่งพาได้ของลูกตัวเอง
และเป็นคนที่พอใช้ได้อีกคนหนึ่งในสังคม

เท่านี้ก็เพียงพอที่ควรจะขอบคุณ “เมื่อวาน”
ที่ทำให้ฉันวันนี้ “คิดได้” ในหลายๆ เรื่อง

1

ไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นในชีวิตคุณ
มันขึ้นอยู่กับตัวคุณว่า จะตีความหมายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร
และไม่ว่าสถานการณ์นั้น จะมีความหมายหรือคุณค่าอย่างไรกับคุณ
คุณเองแหละที่จะเป็นคนให้ความหมาย
หรือคุณค่ากับสถานการณ์นั้นๆ เอง

5

หากคุณมีเรื่องเมื่อวันวาน …
ที่ยังสร้างความรู้สึกแง่ลบให้กับตัวเองจนถึงวันนี้อยู่ละก็ …

ทุ กๆ เ ช้ า ที่ เ ร า ตื่ น น อ น
ลองบอกกับตัวเองว่า

“เรามีทางเลือกอยู่สองทาง
คือ
จะเลือกว่ารู้สึกดีต่อตัวเอง
หรือรู้สึกไม่ดี”

และเราจะเลือกอย่างหลัง
ไ ป เ พื่ อ อ ะ ไ ร  ?

ขอบคุณจาก “วันนั้นอ่อนแอ แต่วันนี้ไม่ใช่”

ปูปรุง : ใยไหม, 2547

Tags:

เศรษฐีเจ้าอารมณ์

เรื่องเล่า..นิทาน, แบ่งกันอ่าน No Comments »

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์
และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงาม
แก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้

http://img339.imageshack.us/img339/1371/fleurs20ml9.gif

หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญ
ต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้
แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่ มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี
เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ
ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า
“โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา
แล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป”

เศรษฐีดีใจมาก
และคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน
มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก
ยังซื้อเสื้อผ้าสีเขียวให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใด
ก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา
ตามคำแนะนำของฤาษี
อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ
เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา
ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
“หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้
เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน”
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
“ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย
เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น
เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว”
หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

จาก การพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

Tags:

คุณมีความสุขในชีวิตไหม?

Something to Share, น่าคิด, แบ่งกันอ่าน No Comments »

เคยมีใครถามคุณบ้างไหม

.. เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ มีความสุขกับชีวิตรึเปล่า

ลองมาอ่านคำถามที่คุณวินทร์ เลียววารินทร์ เขียนเอาไว้

ใน “แบบสอบถามชีวิต” กันดูค่ะ

กากบาทข้างหน้าข้อที่เข้ากับตัวคุณ :

- คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นเส้นผมขาวหนึ่งเส้นบนศีรษะของคุณ และคิดถึงมันตลอดทั้งวัน
- คุณไม่ยอมออกจากบ้านเพราะช่างทำผมทรงใหม่ของคุณไม่ถูกใจ
- คุณเชื่อว่า การรักตัวเองเป็นความเห็นแก่ตัว
- คุณชอบบอกว่า “โลกนี้ไม่แฟร์เลย”
- คุณกินอาหารเจเฉพาะในเทศกาลกินเจ ฟังเพลงคริสต์มาสเฉพาะช่วงคริสต์มาส
- คุณกับครอบครัวแวะร้านไอศกรีม คุณเป็นคนเดียวที่ไม่สั่งไอศกรีมมากิน
เพราะเมื่อเช้านี้คุณวัดเส้นรอบเอวเกินไปหนึ่งนิ้ว
- คุณปฏิเสธงานที่อยากทำเพราะมันให้เงินเดือนน้อยกว่างานที่คุณไม่ชอบ
- คุณไม่เข้าวัด เพราะ “ขอสนุกกับชีวิตให้เต็มที่เสียก่อน แก่แล้วจึงค่อยเข้าวัด”
- คุณซื้อภาพเขียนเพราะศิลปินมีชื่อเสียง
- ลูกของคุณกลับบ้านดึก คุณบอกว่า “ไม่น่ามีลูกเลย”
- พี่ของคุณซึ่งมีฐานะที่ไม่ดีนักซื้อของขวัญให้คุณ
คุณบอกว่า “ซื้อมาทำไม? สิ้นเปลืองเปล่าๆ”
- คุณเก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่
- คุณสะพายกระเป๋าถือ ‘แบรนด์เนม’ เท่านั้น
- คุณไม่กล้าดื่มไวน์แดงกับปลา เพราะไม่มีใครเขาทำกัน
- คุณรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่แฟนของคุณเดินตามคุณไม่ทัน
- คุณยังจำเรื่องที่คนอื่นทำให้คุณเจ็บใจเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนได้
และรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่หวนคิดถึงมัน
- คุณบอกว่า “ทำไมเราโง่เหลือเกิน ถึงทำเรื่องนั้น…”
- คุณชอบสบถ
- รถของคุณถูกเฉี่ยว คุณบอกว่า “รู้งี้ไม่ขับมา”
- ตีสามแล้ว คุณยังลืมตาโพลง นึกถึงงานของวันพรุ่งนี้
- คุณไม่ชอบใจเมื่อได้ยินว่า ลูกน้องของคุณลาออกไปเปิดบริษัทใหม่ และโตวันโตคืน
- คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นแฟนของเพื่อนคุณสวยและเก่งกว่าแฟนของคุณ
- คุณรักต้นไม้ แต่ไม่ชอบใบไม้ร่วง
- คุณชอบบอกว่า “ปัญหาของฉัน ต่อให้เทวดาก็แก้ไม่ได้”
- คุณรู้สึกอิจฉาเมื่อเพื่อนพาคุณไปชมบ้านของเขา ที่ใหญ่กว่าบ้านของคุณสองเท่า
- คุณชอบบอกว่า “ฉันแก่แล้ว”
- คุณยังไม่ให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ทำพลาดเมื่อยี่สิบปีก่อน
และบอกทุกครั้งที่คิดถึงมันว่า “ถ้ารู้อย่างนี้จะไม่…”

เฉลย : คุณคงเดาได้ว่า เครื่องหมายกากบาทยิ่งน้อย
ก็แสดงว่ากราฟความสุขของคุณสูงกว่าคนที่มีเครื่องหมายกากบาทมาก

แต่ไม่มีข้อใดในรายการนี้ที่แก้ไขไม่ได้ หากคุณลองปล่อยวางชีวิตสักนิด

อย่าลืมว่า ความสุขในชีวิตมิจำเป็นต้องเป็นความสุขใหญ่หลวง
คุณสามารถมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันได้เสมอ
หากคุณอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข

วินทร์ เลียววาริณ

Tags:
Create a free blog with Bloggoo.
Images by desEXign.