
บีบีซีนิวส์/เอ เอฟพี - บรรดาผู้สมัครชั้นนำ
ต่างเร่งตระเวนโฉบเฉี่ยวไปทั่วมลรัฐไอโอวา
ในวันที่ 2 มี.ค. เพื่อเสาะแสวงหาทุกคะแนนเสียงสุดท้าย
หนึ่งวันก่อนหน้าการเลือกตั้งขั้นต้นหาตัวแทนของแต่ละพรรคใหญ่
ในมลรัฐแถบภาคตะวันตกกลางของสหรัฐฯ แห่งนี้
ซึ่งเป็นเสมือนการตัดริบบิ้นอย่างเป็นทางการ สำหรับกระบวนการเลือกสรร
ผู้เข้าชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประจำ ปี 2008
ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ยังจะดำรงตำแหน่ง
ไปจนกระทั่งถึงวันที่ 20 มกราคม 2009
ทว่าการแข่งขันเพื่อที่จะเข้าครอง ทำเนียบขาวต่อจากเขา
ก็กำลังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทุกขณะแล้ว
บรรดาผู้หวังที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป
จาก ทั้ง 2 พรรคการเมืองหลักของอเมริกา
นั่นคือ เดโมแครต และ รีพับลิกัน เวลานี้ ต่างกำลังต่อสู้กัน
เพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
กระบวนการในการคัดเลือกตัวผู้สมัครในคราวนี้
จะเริ่มต้นกัน อย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม
ด้วย “คอคัส” ที่ไอโอวา ซึ่งนับว่ารวดเร็ว
ยิ่งกว่าการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่าน มา
ต่อไปนี้คือบางคำถาม-คำตอบ
เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี อเมริกัน:
**การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไร ?
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008
**ในวันนั้นจะมีการเลือกตั้งอะไรกันบ้าง ?
เลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา
และหนึ่งในสามของที่ นั่งใน วุฒิสภา
**ใครบ้างที่ลงชิงชัยเพื่อเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนต่อไป ?
การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อที่น่าสนใจในแง่ของคนที่ไม่ได้ลงแข่งขันด้วย
นั่นคือ เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1928 ที่ทั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี
ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ไม่ได้ประกาศลงชิงชัย
เพื่อเป็นผู้สมัครของพรรคในการเลือกตั้งสมัยต่อไป
สำหรับผู้ที่ลงแข่งขันและได้รับการกล่าวขวัญ ถึง
ทางด้านพรรคเดโมแครต มีอยู่ 3 คน ซึ่งโดดเด่นกว่าเพื่อน ได้แก่
– ฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีบิล คลิ นตัน
–บารัค โอบามา วุฒิสมาชิก ผิวดำจากมลรัฐอิลลินอยส์
– จอห์น เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้เคยลงชิงตำแน่งรองประธานาธิบดีปี 2004
ในทีมของ จอห์น แคร์ รี
ทางด้านพรรครีพับลิกัน ยังออกจะพร่าเลือนมากกว่า
แต่ผู้ที่มีคะแนนนำในโพลหยั่งเสียง ได้แก่
–รูดี จูลิอานี อดีตนายก เทศมนตรีนครนิวยอร์ก
–ไมก์ ฮัก คาบี อดีตผู้ว่าการมลรัฐ อาร์คันซอ
–จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกมลรัฐแอริโซนา
– มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการมลรัฐ แมสซาชูเซตส์
–เฟรด ธอมป์สัน นักแสดงและอดีต วุฒิสมาชิก
อย่างไรก็ตาม เรตติ้งที่วัดกันก่อนหน้านี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง
ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน ทันทีที่พวกผู้สนับสนุนของ 2 พรรคการเมืองหลัก
เริ่มต้นกระบวนการในการคัดเลือกตั้งผู้สมัคร
โดยในปีนี้เริ่มต้นที่มลรัฐ ไอโอวา ในวันที่ 3 มกราคม
**พรรคไหนมีโอกาสชนะมากที่สุด ?
“แนวโน้มจากผลการหยั่งเสียงระดับชาติครั้งใหญ่ๆ
ต่างเทมาทางข้างพรรคเดโมแครตอย่างเด็ดขาดแน่นอน”
ศูนย์วิจัย พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ เขียนระบุเอาไว้
ในรายงานเมื่อเดือน ตุลาคม ปีที่ผ่านมา
รายงานนี้กล่าวต่อไปว่า “ความไม่พอใจต่อสภาพของประเทศชาติ
กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
เรตติ้งความยอมรับ ในประธานาธิบดีบุชก็ได้หล่นฮวบจาก 50% เหลือ 30%
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และ ความได้เปรียบที่ชาวพรรคเดโมแครต
มีเหนือกว่าชาวพรรครีพับลิกัน ในเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกผูกพันอยู่กับพรรคนั้น
ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนเท่านั้น
แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกัน ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาอีก ด้วย”
กระนั้นก็ตาม ยังคงมีคำถามอยู่ว่า
ชาวพรรคเดโมแครตจะคัด สรรหาผู้สมัครซึ่งสามารถที่จะใช้ประโยชน์
จากความได้เปรียบเช่นนี้ได้หรือไม่ จำนวนมากมายมหาศาลเลยย่อมขึ้นอยู่กับทักษะ
และบุคลิกภาพของผู้สมัครนั้นๆ ตลอดจน การที่เขา(หรือเธอ) จะสามารถรับมือ
กับการท้าทายต่างๆ ซึ่งบังเกิดขึ้นระหว่างการ รณรงค์หาเสียงได้ดีเพียง ใด
**ประเด็นปัญหาหลักๆ ในการชิงชัยคราวนี้มีอะไรบ้าง ?
ในระดับทั่วประเทศแล้ว ผลโพลบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงถือว่า เรื่องอิรัก, เศรษฐกิจ,
โครงการดูแลสุขภาพ, การศึกษา, การงาน, และ ความมั่นคงแห่งชาติ
คือสิ่งซึ่งมีความสำคัญที่สุดสำหรับพวก เขา
อย่างไรก็ตาม มันยังเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละมลรัฐอีก
โดย เรื่องผู้อพยพกำลังเป็นประเด็นปัญหาเผ็ดร้อนที่สุดในบางบริเวณของ สหรัฐฯ
สำหรับประเด็นปัญหาทางสังคม อาทิ การทำแท้ง, การวิจัยด้านสเตมเซลล์,
และการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน ดูจะมีความสำคัญน้อยลง
สำหรับ ผู้ออกเสียง เมื่อเทียบกับช่วงการเลือกตั้งครั้งที่แล้วใน ปี 2004
**ผู้สมัครจะกลายเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างไร ?
แต่ละพรรคจะจัดการประชุมใหญ่ (party convention)กัน
ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2008 เพื่อลงมติเลือกผู้ที่พรรคจะส่งลงสมัคร
ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ทว่าในทางเป็นจริงแล้ว
ผู้แทนที่เข้าไปร่วมการประชุมและลงมติในที่ประชุมใหญ่
ล้วนแต่ประกาศให้คำมั่นสัญญากันชัดเจน แล้วว่าจะไปเลือกใคร
ดังนั้น การแข่งขันชิงชัยกันจริงๆ จึงอยู่ในช่วงการคัดเลือกผู้แทน
ของแต่ละมลรัฐที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่ของพรรค
การคัดเลือกผู้แทนของมลรัฐเพื่อไปร่วมการประชุมใหญ่พรรค นี้
มีวิธีการใหญ่ๆ อยู่ 2 วิธี กล่าวคือ มลรัฐส่วนใหญ่ใช้วิธีจัดให้ผู้สนับสนุนพรรค
มาออกเสียงกันทั่วทั้งมลรัฐ ที่เรียกกันว่า “ไพรมารี” (primary)
เพื่อ ตัดสินกันไปเลยว่าพวกเขาอยากให้ผู้สมัครคนไหน
ได้เป็นตัวแทนของพรรคลงชิงเก้าอี้ ทำเนียบขาว
ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นจะจัดให้มีการประชุมในที่สาธารณะตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งมลรัฐ
การประชุมเช่นนี้ ซึ่งเรียกกันว่า “คอคัส” (caucus)จะมีการ อภิปราย
และตัดสินกันว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนไหน
แต่รวมความแล้วว่า ผู้แทนที่จะไปเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรค
ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากแต่ละมลรัฐ ไม่ว่าด้วยวิธี ” ไพรมารี” หรือ “คอคัส”
ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเขา (หรือเธอ) จะไปโหวตให้ผู้สมัครคนไหนในที่ประชุมใหญ่
แต่ละมลรัฐจะได้รับการจัดสรรจากทางพรรคว่า
ให้มีผู้แทนเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้กี่คน
และเมื่อมลรัฐต่างๆ ทยอยทำ “ไพรมารี” หรือ “คอคัส” แล้วแต่กรณีไปสักระยะหนึ่ง
ก็มักจะทราบชัดเจนว่าผู้สมัครคนไหนที่ได้คะแนนสนับสนุน
จากผู้แทนที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่จนมากเพียงพอที่จะชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว
สำหรับ ปีนี้เป็นที่คาดหมายกันว่าน่าจะทราบว่า
ผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้ชนะกันตั้งแต่ เดือน กุมภาพันธ์
**หลังจากการประชุมใหญ่พรรคแล้วจะมีอะไรเกิด ขึ้นอีกก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ?
พรรคเดโมแครตจะจัดการประชุมใหญที่โคโลราโดตอนปลายเดือนสิงหาคม
ส่วนพรรครีพับลิกันจะจัดที่มินนิอาโปลิสตอนต้นเดือน กันยายน
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคใหญ่ทั้ง 2
มีกำหนดจะโต้วาทีกันทางทีวีในวันที่ 26 กันยายน, 7 ตุลาคม, และ 15 ตุลาคม
นอกจากนั้น พวกเขายังจะรณรงค์หาเสียงกันอย่างเข้มข้นในมลรัฐซึ่งถือเป็นสมรภูมิ สำคัญ
**ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะได้เป็นประธานาธิบดีใช่หรือไม่ ?
ไม่แน่เสมอไป
ในทางเทคนิคแล้ว ประชาชนผู้ออกเสียงแต่ละคนไม่ได้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีโดยตรง
แต่พวกเขาเลือก “ผู้เลือกตั้ง” (elector) ซึ่งให้สัญญาไว้ชัดเจนว่า
จะไปโหวตให้ผู้สมัครคนไหน และผู้เลือกตั้ง เหล่านี้ คือผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีตัวจริง
ผู้เลือกตั้งเหล่านี้มีจำนวน 538 คน โดยที่มลรัฐใหญ่
จะได้รับจัดสรรจำนวนผู้เลือกตั้งมากกว่ามลรัฐ เล็ก
ในแทบจะทุกมลรัฐใช้กติกาที่ว่า ผู้สมัครคนไหนที่ชนะได้คะแนนเสียงข้างมาก
จากผู้ออกเสียง (popular vote) ในมลรัฐนั้นๆ
ก็จะได้คะแนนของ คณะผู้เลือกตั้ง (electoral college vote)
ของมลรัฐดังกล่าวไปทั้งหมดเลย แม้ว่า จะเฉือนชนะผู้สมัครคนอื่นเพียงนิดเดียวก็ตามที
ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ลงท้าย ผู้สมัครคนหนึ่งได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่า
และได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป แม้จะได้คะแนนเสียงจากประชาชนผู้ออกเสียง
ทั้งหมดทั่วประเทศ น้อยกว่าคู่แข่งขัน ก็ตาม ที
**มลรัฐที่มีสมรภูมิสำคัญคือที่ไหนบ้าง ?
ตามแบบแผนการออกเสียงในปีหลังๆ มานี้บ่งชี้ว่า มลรัฐ แถบชายฝั่งตะวันออก
และชายฝั่งตะวันตกแทบทั้งหมดจะลงคะแนนให้เดโมแครต
และมลรัฐ อื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่จะโหวตให้รีพับลิกัน
อย่างไรก็ตาม มีมลรัฐจำนวนหนึ่งซึ่ง การออกเสียงอาจจะเหวี่ยงไปมาไม่แน่นอน
อาทิ ฟลอริดา, โอไฮโอ, และ เพนซิลเวเนีย (ซึ่งแต่ละมลรัฐมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตั้งแต่ 20 เสียงขึ้นไป)
นอกจากนั้น ก็เป็น แอริโซนา, โคโลราโด, ไอโอวา, มิสซูรี, นิวเม็กซิโก,
เนวาดา, เทนเนสซี, เวอร์จิเนีย, และ วิสคอนซิน
**เลือกตั้งคราวนี้จะมีผู้สมัครจากฝ่ายที่ 3 อันเข้มแข็งหรือไม่ ?
บุคคลที่ถูกจับมองตามากที่สุดว่าอาจเป็นผู้สมัครฝ่าย ที่ 3 ในสมัยนี้ได้
คือ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อภิมหาเศรษฐี
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กอยู่ในปัจจุบัน
ถึงแม้เขาปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่คิดที่จะลง แข่งขันก็ตาม ที
ในอดีตที่ผ่านมา ผู้สมัครฝ่ายที่ 3 สามารถทำให้ผลเลือกตั้ง ผันแปรไป
ถึงแม้ตัวเขาเองไม่ได้เป็นผู้ชนะ เพราะเขาอาจมีอิทธิพลดึงคะแนนเสียง
จากผู้สมัครของพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งหรือทั้ง 2 พรรคก็ ได้
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2551
Recent Comments