เรื่องจริงที่พิสูจน์ได้

English for Fun, Something to Share No Comments »
A man overtime falls in love with woman he is attracted to ,
and a woman overtime become more attracted to the man she loves.
ผู้ชายมักจะตกหลุมรักคนที่เค้าหลงเสน่ห์ และผู้หญิงจะหลงเสน่ห์คนที่เธอตกหลุมรัก
Friendship is love minus sex and plus reason
LOVE is friendship plus sex and minus reason.
มิตรภาพคือ ความรักลบด้วยเซ็กซ์ และบวกเอาเหตุผลเพิ่มเข้าไป
ส่วนรักคือ มิตรภาพบวกด้วยเซ็กซ์ และลบเอาเหตุผลออก
To love is nothing. To be loved is something.
To love and be loved is everything!!!!
การได้รักเป็นเรื่องขี้ผง การถูกรักเป็น “บางอย่าง” ทีเดียว
ส่วนการได้รักและการถูกรักเป็นทุกอย่าง (ว้าว)

 

Don’t marry a person you can live with,
marry somebody you can’t live without.
จงอย่าแต่งงานกับคนที่คุณ “อยู่ด้วยได้”
จงแต่งงานกับคนที่คุณ “ขาดไม่ได้”

You know when you love someone when you want them to be happy
even if their happiness means that you”re not of it.
คุณรู้ว่า คุณรักเค้าก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้เค้ามีความสุข
แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายถึง การที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

Love looks not with eyes, but with the mind.
ความรักนั้น เห็นไม่ได้ด้วยตา แต่ด้วยใจ

Love is like standing in the wet cement.
The longer you stay, the harder it is to leave.
And you can never go without leaving your shoes behind.
ความรักก็เหมือนซีเมนต์เปียกๆ ยิ่งคุณอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งติดหนึบ
จากไปไม่ได้เท่านั้น และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลย
โดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง

If you love someone, tell them don’t wait.
Otherwise, you will lose the chance.
ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ..
It only takes a second to say ” I love you”
but it will take a lifetime to show you how much.
ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า” ฉันรักเธอ”
แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร?
The essential sadness is to go through life without loving.
But it would be almost equally sad to leave this world
without ever telling those you loved that you love them.
ความเศร้าที่สำคัญคือการใช้ชีวิตโดยปราศจากความรัก
แต่มันคงจะเศร้าพอๆ กัน ที่จะจากโลกนี้ไป
โดยไม่ได้บอกคนที่คุณรักว่า “คุณรักพวกเค้า”
A man falls in love through his eyes,
a woman through her ears.
ผู้ชายตกหลุมรักทางตา แต่ผู้หญิงน่ะ ตกหลุมรักทางหู
To love is to risk not being loved in return.
To hope is to risk pain.
To try is to risk failure, but risk must be taken,
because the greatest hazard in life is to risk nothing.

การที่ได้รัก คือการเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับความรักเป็นการตอบแทน
การตั้งความหวัง คือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด
การพยายามคือการเสี่ยงกับความล้มเหลว
แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิตก็คือ
การไม่เสี่ยงอะไรเลย

When loving someone..
never regret what you do..
only regret what you didn’t do.
เวลารักใคร..อย่าเสียใจในสิ่งที่คุณได้กระทำ
จงเสียใจในสิ่งที่คุณไม่ได้กระทำ
TinyPic image

Tags: , ,

ความสุข 2 แบบ

English for Fun, ธรรมะ ทำไม No Comments »

There are two kinds of happiness.

There is that of the uncommitted life of sensual pleasures,

and there is that of the committed life,

one of going forth to a new consciousness.

Of these, the happiness of going forth is greater.

-Anguttara Nikaya

Tags:

ทำได้ไง

English for Fun, เก็บมาฝาก No Comments »

ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ นะคะว่า

เจ้าอีโก้ของเด็กตัวเล็กๆ แค่นี้

จะใหญ่โตมโหฬารเกินตัวได้ถึงขนาดนั้น

หากไม่รีบกำจัดออกไปเสียก่อน

ระวังให้ดีล่ะ

จะเสียคนก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ว่าแต่ว่า

เจ้า “อีโก้” นี่

มันคืออะไร และมีบทบาทในชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน

มาดูกันค่ะ

จากบทความของ ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช

อีโก้ (ego) หรือความถือตน
อติมานะ เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้

• อีโก้ที่รุนแรงทำให้ฟังไม่เป็น ฟังแบบลึก (Deep Listening) ไม่เป็น

• อีโก้ คู่กับการถือตนเป็นใหญ่หรือเป็นศูนย์กลาง
เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเป็นทีม การเรียนรู้เป็นทีม
คนที่อีโก้จัดมากจะทำงานใหญ่ไม่ได้ เพราะจะไม่มีมิตรภาพกว้างขวาง

• ความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น เคารพผู้อื่น
ทำให้มีกัลยาณมิตรกว้างขวาง

• ความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และของผู้อื่น ไม่ใช่อีโก้ (ที่ผิดปกติ)

• ความเคารพตนเอง และเคารพผู้อื่น ไม่ใช่อีโก้ (ที่ผิดปกติ)

• ความสำเร็จในชีวิตเป็นทั้งคุณและโทษ
ส่วนที่เป็นโทษคือถ้าไม่มีสติจะเกิดความลำพองใจ หรือเหลิง ได้ง่าย

อีโก้ (Ego) หมายถึง จิตที่รู้สำนึกที่ก่อตัว
และพัฒนาขึ้นมาเมื่อเด็กเจริญเติบโต
เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ และความรู้สึกนึกคิด
จากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่สั่งสม
จึงทำให้อีโก้ได้รับการพัฒนาจนทำให้บุคคลมีความสามารถ
ในการคิดที่อยู่ในวิสัยแห่งความเป็นจริง (realistic thinking)
รวมทั้งมีความสามารถเผชิญกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกระทำ จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นนักบริหาร
หรือเป็นผู้จัดการของอิด (a manager for the id)
โดยอีโก้จะเป็นผู้เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการ
ตามสัญชาตญาณให้เกิดความพอใจ

โดยยึดถือความเป็นจริงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
เนื่องจากจิตได้กำหนดความต้องการขึ้นมากจนเกินไป
อีโก้จึงจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในวิสัยที่สามารถจัดการได้
โดยยึดถือความสำคัญของความต้องการแต่ละอย่างเป็นหลัก
วมทั้งคอยขัดขวางยับยั้งควบคุมให้อิดแสดงออกที่เหมาะสม
(Onkvisit and Show.1994:108)

ดังนั้นจังเห็นได้ว่า การปฏิบัติการของอีโก้
จึงเป็นการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า
“หลักแห่งความเป็นจริง” (Reality principle)
นั่นคือ ความสามารถที่จะเลื่อนเวลาปลดปล่อยความเครียดออกไปได้
จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม จากตัวอย่างข้างต้น
แม้ว่าบุคคลจะเกิดความหิว ซึ่งอิดอาจจะกระตุ้นให้แย่งชิงอาหารจากเพื่อน
แต่อีโก้ก็จะห้ามปรามเอาไว้โดยให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งไม่ควรปฏิบัติ
เพราะน่าเกลียด แสดงให้เห็นถึงความตะกละและป่าเถือน
จึงควรหักห้ามใจเอาไว้รอเวลาอีกหน่อย
อาจจะได้รับอาหารมากกว่านี้ เป็นต้น

แนวความคิดหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับ
ในการศึกษาจิตวิเคราะห์นั่นคือทฤษฏีบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์

http://img225.imageshack.us/img225/9578/200pxsigmundfreudlocze0qk9.jpg

ซิกมันต์ ฟรอยด์ เป็นชาวออสเตรเลีย
แต่เกิดในประเทศเยอรมัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1856-1939

ซิกมันต์ ฟรอยด์ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาไว้หลายเรื่อง
แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ แนวคิดเรื่องบุคลิกภาพ
นั่นคือ อิด อีโก้ และ ซุปเปอร์อีโก้

อิด คือ แรงผลักดัน แรงกระตุ้นปรารถนาจากภายใน
เป็นแหล่งสะสมพลังที่จะผลักดันออกมา

อีโก้ คือ ผลจากความต้องการของอิด
ทำให้มีแรงผลักดันอีโก้ออกมา
แต่จะต้องอยู่ภายใต้เหตุผลการควบคุมของโลกความคิด กับโลกความจริง

ซุปเปอร์อีโก้ คือ ลักษณะ คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม
ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
สิ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย
เป็นขอบเขตที่จะป้องกันอีโก้ ไม่ให้เกินเลยหลุดพ้น

ทั้งสามสิ่งเป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
ในการทำงานของจิตซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพ

แต่สำหรับ  แอริคสัน ( Erik H. Erikson) แล้ว

อีโก้ เป็นแรงขับดันอันทรงพลังอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

เขาเรียกมันว่า พลังอีโก้ ( Ego Strenght)

http://img244.imageshack.us/img244/2064/225pxerikerikson2cm9ij5.png

Ego ตามความหมายของแอริคสัน
หมายถึงคุณสมบัติที่พึงมีพึงเป็น เมื่อบุคคลสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติ
ทางด้านจิตวิทยาสังคมในแต่ละขั้นตอนของชีวิตทั้ง 8 ขั้นตอนได้ด้วยดี
ดังนั้นอีโก้ของแอริคสันได้แก่
ความมีกำลังวังชา
การมีความหวัง
การรู้จักควบคุมตนเอง
การมีความตั้งมั่น
การมีแนวทางและเห็นความหมายของภารกิจที่ตนกำลังทำอยู่
การรู้จักวิธีจัดการ การมีสมรรถภาพ
การมีความบริสุทธิ์ใจ
การมีความจงรักภักดีต่อคุณค่าหรืออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต่อกลุ่ม
หรือต่อสถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งที่ตนสังกัดอยู่
การรู้จักสร้างไมตรีกับผู้อื่น การรู้จักรักและสนิทสนมกับผู้อื่น
การมีผลงานสร้างสรรค์ การให้ความอนุเคราะห์อาทรบุคคลอื่น
การรู้จักปล่อยวางและความฉลาดรู้เท่าทันโลกเท่าทันชีวิต

แอริคสันตระหนักดีว่า คุณสมบัติต่างๆที่กล่าวมา
ค่อนข้างเป็น “อุดมคติอันสูง”อยู่มาก แต่ก็เป็น คุณสมบัติ ‘ความเป็นมนุษย์’
ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาและทุกสมัย
ปรารถนาสร้างสรรค์ให้พึงมีพึงเป็นในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ตามอุดมคติของตน ดังนั้น Ego ของแอริคสันจึงมีชื่อเรียกว่า
‘อีโก้ที่สร้างสรรค์’ (Creative Ego)
แม้คำว่า อีโก้ที่สร้างสรรค์มิใช่คำที่แอริคสันเป็นผู้ใช้เอง
แต่นักแต่งตำราผู้ให้ความหมายนี้ตีความหมาย
จาก คุณสมบัติและวิวัฒนาการของ Ego ตามที่แอริคสันกล่าวถึง
ซึ่งเกิดขึ้นเป็นลักษณะ พัฒนาการจากขั้นหนึ่งสู่ ขั้นสอง สาม สี่
จนถึงแปด ตามลำดับที่แสดงไว้ขั้นต้นนี้

แอริคสันยังอธิบายด้วยว่า Ego
หมายความครอบคลุมถึงคุณสมบัติที่บุคคลพยายามต่อสู้ดิ้นรน
เพื่อเอาชนะความขัดแย้งและภาวะวิกฤติทางสังคมจิตวิทยา

จากประสบการณ์อันยาวนานในฐานะนักจิตวิเคราะห์ผู้ช่ำชองหลายสิบปี
แอริคสันยอมรับว่า มนุษย์มีส่วนของความไร้เหตุผล ความอ่อนแอ
การเสแสร้งแกล้งทำ มีความกลัว ความกังวล ความสำนึกผิด (บาป)
แต่แอริคสันเชื่อมั่นเสมอว่าลักษณะต่างๆเหล่านี้
สามารถลบล้างหรือลดหย่อนลงได้ด้วยพลังอีโก้ ที่สร้างสรรค์
มนุษย์ทุกคนมีพลังนี้แต่ถูกบดบัง
ลักษณะบุคลิกภาพทางลบ จึงมีพลังเหนือความคิด จิตใจและพฤติกรรม
หากได้รับความช่วยเหลือจากนักจิตวิเคราะห์
พลังอีโก้สร้างสรรค์ ก็จะถูกสร้างขึ้นมามีอิทธิพลเหนือลักษณะทางลบด้านต่างๆ
บุคคลก็จะเปลี่ยนบุคลิกภาพจากความอ่อนแอ มาเป็นบุคลิกภาพที่เข้มแข็งได้
ข้อเขียนต่างๆของแอริคสันได้เน้นพลังอัน แข็งแกร่งของอีโก้
ซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ภาวะวิกฤติของชีวิต
และข้อขัดแย้งทางจิตใจข องมนุษย์ได้ แทบทั้งสิ้น

Tags:

Simile

English for Fun No Comments »

Simile

อ่านว่า “ซิม-มิ-ลี” (SIM-il-ee)

หมายถึง การเปรียบเทียบ หรือ การอุปมาอุปไมย

“A simile, to be perfect, must both illustrate and ennoble the subject.”
- Samuel Johnson

Simile คือการใช้คำมาอธิบาย บรรยาย
หรือเปรียบเทียบ ระหว่างของสองสิ่งขึ้นไป
โดยใช้คำว่า “like” หรือ”as”
ตัวอย่างเช่น “He is as brave as a lion.” เขากล้าหาญดั่งสิงโต

Simile ที่จะเจอกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเภท …

Busy as a bee
ยุ่งเหมือนยุงตีกัน

Free as a bird
อิสระเหมือนนกน้อย

Good as gold
ดีหรือแกร่งดั่งทองคำ

Green as grass
เขียวชอุ่มเหมือนหญ้า

สนุกดีนะคะ
เราสามารถเปิดใจให้กว้าง เพื่อรับรู้สิ่งใหม่ๆ
หรือทบทวนสิ่งเก่าๆ ที่อาจจะลืมไปแล้ว
แล้วเอามาสนุกอีกครั้ง ก็..ย้อนวัยดีค่ะ

สุขสันต์วันหยุดนะคะ

Tags:

คนเป็นแม่น่ะ…

English for Fun, Something to Share No Comments »

You Know You’re a Mom When…

1. You plan your day according to when Sesame Street is on.

วางแผนการทำงานในแต่ละวัน ให้อยู่ในช่วงเวลา “รายการเด็กดี

2. You have signed a check with a crayon.

เคยเผลอใช้สีเทียนเซ็นต์เช็ค

3. You find Goldfish crackers in the glove box of your car.

เจออาหารปลาทองในลิ้นชักรถ

4. You wipe other kids’ noses.

กล้าเช็ดน้ำมูก ให้ลูกชาวบ้าน

5. You have accidentally brushed your teeth with Desitin.

เคยแปรงฟัน ด้วยครีมทาแก้ผดผื่น (จากการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป)

6. You have caught spit-up in your hand.

.. เคยเผลอถ่มน้ำลายใส่ฝ่ามือตัวเองให้คนอื่นเห็นซะด้วย

7. You leave for a date with your husband

carrying a diaper bag instead of your purse.

ไปกับคุณสามี สองต่อสอง โดยสะพายกระเป๋าใส่ผ้าอ้อมแทนที่จะเอากระเป๋าสตางค์ไป

8. You have memorized the entire lineup of Saturday morning cartoons.

จำรายการการ์ตูนในทีวีของเช้าวันเสาร์ได้หมดเลย

9. You have finally paid for all of your groceries and are heading out of the doors

when you realize one of your kids has lost a shoe somewhere in the store.

ช้อปปิ้งเสร็จ จ่ายเงินแล้ว กำลังจะออกจากซุปเปอร์มาร์เก็ต

.. แล้วเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าลูกคนนึงทำรองเท้าหายไปข้างหนึ่ง..ในร้าน

10. You can recite Goodnight Moon and Green Eggs and Ham by heart.

ท่องจำ “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า” กับ “ตั้งเอ๋ยตั้งไข่” ได้ทุกบททุกตอน

11. You let your baby sit in his dirty diaper until Oprah is over.

ยังไม่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก จนกว่าจะดู “ตีสิบ” จบ

12. You have shared a fifteen-minute conversation about your baby

with a complete stranger at the grocery store.

คุยกับคนแปลกหน้าที่ร้านค้า เรื่องลูกตัวเองได้นานถึง 15 นาที

13. You filled up your child’s baby book before her first tooth appeared.

จดเรื่องราวของลูกใน “บันทึกลูกรัก” หมดเล่มก่อนฟันซี่แรกของลูกจะขึ้นซะอีก

14. You silently curse people if they call during nap time.

แอบแช่งชักหักกระดูกคนที่โทรมาหาช่วงที่กำลังงีบ

15. You forgot your mother-in-law’s first name

because you now only refer to her as “Grandma.”

ลืมชื่อจริงของคุณแม่สามีไปซะงั้น เพราะเคยชินกับการเรียกว่า “คุณย่าขา”

16. You arrange your travel itinerary based on

McDonald’s Playland locations.

วางแผนการไปเที่ยวโดยอิงกับโครงงานของแม็คโดนัลด์

(เขาไปจัดที่ไหน เราจะไปอยู่แถวๆนั้น)

17. You are just as surprised when you sleep through the night

as when your child does.

ประหลาดใจมากหากคืนไหนได้หลับสนิทตลอดคืน

18. You consider the person who invented the Sippy Cup a genius.

นับถือคนที่ประดิษฐ์คิดค้น “แก้วจิบ” สำหรับเด็ก ว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะ

19. You see a mom from your child’s playgroup at the mall

and know her son’s name but not hers.

เห็นลูก แล้วจำแม่ของเด็กคนนั้นได้ แต่ไม่รู้จักชื่อของเธอ

20. You consider it a major triumph if you shower by noon.

เป็นอะไรที่เลิศประเสริฐมาก หากได้อาบน้ำก่อนเที่ยง

21. You justify every excessive crying spell with teething.ุ

ถ้าลูกร้องไม่หยุดไม่หย่อน ก็โทษไปว่าเป็นเพราะฟันกำลังขึ้น

22. You pick up the phone and call your mother

when your baby rolls over for the first time.

รีบโทรบอกแม่ตัว เวลาที่ลูกพลิกตัวได้เอง ครั้งแรก

23. You have kept your favorite babysitter a secret from other mothers in your playgroup.

ไม่มีทางบอกใครในกลุ่มเรื่องพี่เลี้ยงคนโปรดเด็ดขาด (เดี๋ยวเขาจะมาขอแบ่งไป)

24. You have your pediatrician’s telephone number on speed-dial.

เวลากดโทรศัพท์หาหมอประจำตัวก็แค่กดโทรศัพท์ปุ่มเดียว

(บันทึกไว้เป็นหมายเลขพิเศษ)

25. You own the entire Baby Einstein DVD collection.

เป็นเจ้าของแผ่นดี.วี.ดี เรื่องเบบี้ไอน์สไตน์ครบชุด

26. You find yourself humming the “Rubber Duckie” song in the shower.

กำลังอาบน้ำ เผลอๆ ก็ฮัมเพลง..จับปูดำ ขยำปูนา..

27. You have dressed your baby in whatever is on top of the clean laundry pile.

แต่งตัวลูกด้วยชุดอะไรก็ได้ที่ซักเสร็จแล้วและวางอยู่บนสุดของกอง

(ซักเสร็จใส่ต่อ ซักเสร็จใส่เลย)

28. You cry at Johnson & Johnson commercials.

ดูโฆษณาของจอห์สันแอนด์จอห์นสัน ก็สามารถซาบซึ้งจนน้ำตาไหลได้

29. You have considered trading your whole life savings

for just one good night of sleep.

เคยตั้งปณิธานไว้ว่า จะขอแลกชีวิตที่เหลืออยู่ กับการนอนเต็มอิ่มสักคืน

30. You see your parents in a whole new light.

มองพ่อแม่แปลกออกไป เหมือนพวกท่านเหมือนแสงส่องทางที่แสนสว่างไสว

31. You consider parenting to be the best job in the world.

คิดว่าการดูแลลูกเป็นงานที่ดีที่สุดในโลก

Thanks to http://www.beliefnet.com/ :XO:

Tags:
Create a free blog with Bloggoo.
Images by desEXign.