
เทอมนี้เด็กๆ เรียนวิชาการเกษตรกัน
ต้องทำรายงานเรื่องการปลูกผลไม้
จึงขอข้อมูลจากเด็กๆ เอามาลงไว้
เผื่อใครจะเอาไปทำรายงานหรือการบ้านกันบ้าง
หรือจะอ่านเพื่อทบทวนความรู้ก็ดีนะคะ

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ไทย
ด้วยรูปลักษณ์และกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์
ส่งผลให้ทุเรียนกลายเป็นผลไม้ในดวงใจของหลายๆ คน
ที่ไม่พะวงต่อรูปร่างมากนัก ส่วนที่รับประทานได้
เป็นส่วนเนื้อในที่เป็นสีเหลืองอยุ่ในพูทุเรียน
ซึ่งมีรสหวาน มัน ให้พลังงาน
บางคนหากรับประทานเกินขนาดอาจมีอาการร้อนในได้
แต่นักนิยมบริโภคทุเรียนเล่าสืบกันมาว่า
ให้แก้ทางด้วยการรับประทานมังคุด
หรือดื่มน้ำในพูของทุเรียน นอกจากนี้ ทุเรียนยังมีวิตามินซี
วิตามินเอ ในรูปเบตาแคโรทีน วิตามินบี 1
และวิตามินบี 2 สูงอีกด้วย
ทุเรียนสามารถนำไปแปรรูปและทำอาหารได้หลายอย่าง
เช่น ทุเรียนกวน ทุเรียนกรอบ สำหรับทุเรียนอ่อนใช้แกงได้
ทำแยมทุเรียน และแกงทุเรียน ส่วนคุณค่าทางสมุนไพร
ใบทุเรียนมีรสขม เย็นเฝื่อน มีสรรพคุณแก้ไข้ ดีซ่าน
เปลือกทุเรียนเผาไล่ยุงและแมลงได้

มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ไทย
ลักษณะของมังคุดที่ขั้วผลมีลักษณะคล้ายมงกุฎ
อีกทั้งรสชาติที่กลมกล่อมไม่เปรี้ยวหรือหวานจนเกินไป
ทำให้มังคุดได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้
คุณค่าทางโภชนาการมีสูง โดยให้สารอาหาร วิตามิน
และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัสและเหล็ก
ส่วนใยอาหารจากเนื้อมังคุดยังมีส่วนช่วยในระบบขับถ่าย
อีกด้วย นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของสรรพคุณทางยา
มาช้านาน โดยนำเปลือกมังคุดมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย
แก้ท้องร่วงเรื้อรัง สมานแผล และรักษาโรคผิวหนังได้ด้วย
ถึงกับนำมาทำเป็นสบู่มังคุดทำให้ผิวพรรณผ่องใส
นำมาแปรรูปหลากรูปแบบ เช่น มังคุดกวนมังคุดลอยแก้ว
แยมมังคุด มังคุดเแช่อิ่ม มังคุดเชื่อมแห้งและแกงมังคุด
ซึ่งคงต้องหารับประทานว่ามีรสชาติอร่อยลิ้นเพียงใด

เงาะ เป็นผลไม้บริโภคสด มีรสหวาน
มีวิตามินซีและธาตุเหล็กสูง ปัญหาในการส่งออกเงาะผลสด
เห็นจะเป็นลักษณะของสีขนที่จะเปลี่ยนเป็นสีดำได้ง่าย
ทำให้ดูไม่น่ารับประทาน ทั้งที่เนื้อในยังคงรับประทานได้
เงาะใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมทำเงาะกระป๋อง
ที่ส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก และยังสามารถนำไปประกอบ
เป็นอาหารอื่นๆ เช่น เงาะแช่อิ่ม เงาะสอดไส้สับปะรด
เงาะลอยแก้ว แกงเผ็ดเงาะ แกงจืดเงาะสอดไส้ เป็นต้น

กล้วย คนไทยแทบจะรู้จักกล้วยกันมาตั้งแต่เกิด
จนตาย เนื่องจากกล้วยเป็นไม้มงคลในพิธีมงคลของไทย
ทั้งพิธีอุปสมบท ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน
กล้วยเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญ
มีโพแทสเซียม แมกนีเซียม ไอโอดีน
วิตามินซีและโฟเลต และมีแคโรทีน วิตามินบีแทบทุกชนิด
วิตามินอี กรดแอมิโนทรปโตแฟน สำหรับกล้วยไข่
จะมีสารเบตาแคโรทีนมากเป็นพิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่นๆ
หลายคนกินกล้วยเป็นอาหารว่างแทนขนม
นอกจากทำให้มีแรงแล้วยังให้โพแทสเซียม ซึ่งเป็นเกลือแร่
สำคัญที่มักจะสูญเสียพร้อมกับเหงื่อ ขณะออกกำลังกายด้วย
และรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ
ช่วยสันดาปแป้งและน้ำตาล และการส่งสัญญาณประสาท
รวมถึงควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจและความดันด้วย

ผลไม้ไทยมีคุณค่ามากมายจนคุณคาดไม่ถึง .. รึเปล่าคะ


ธรรมเป็นโลกบาล คือคุ้มครองโลก ๒ อย่าง
๑. หิริ ความละอายแก่ใจ
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว

๑. หิริ แปลว่าความละอายแก่ใจ
ได้แก่ความละอายใจในการประพฤติชั่ว
ท่านว่า หิรินั้นมีความรังเกียจบาปมีกายทุจริตเป็นต้น เป็นสักษณะ๑
หิริมีความเคารพยำเกรง เป็นลักษณะ๒
อธิบายว่าบางคนเกิดความละอาย
อันมีความเคารพเป็นลักษณะโดยเหตุ ๔ อย่างคือ
เคารพชาติตระกูลเป็นสำคัญ ๑
เคารพครูอาจารย์เป็นสำคัญ ๑
เคารพทรัพย์มรดกเป็นสำคัญ ๑
เคารพคนประพฤติดีเป็นสำคัญ ๑
แล้วไม่กระทำความชั่ว
และหิรินี้มีเหตุภายในเป็นสมุฏฐาน
อธิบายว่า บางคนคำนึงถึงชาติ วัย กำลัง
ความรู้ของตนว่าเป็นอย่างนี้ ๆ แล้ว
ปลงใจว่าไม่ควรทำบาป แล้วก็ไม่ทำ
นี้ชื่อว่าเกิดความละอายเพราะเหตุภายใน
อนึ่ง หิริ มีการปรารภตนเป็นใหญ่
อธิบายว่า บางคนทำตนให้เป็นใหญ่
คำนึงว่าการทำบาปไม่ควรแก่เราผู้มีภาวะอย่างนี้ ๆ
แล้วไม่ยอมทำบาป หิรินี้ทรงตัวอยู่ได้ด้วย
อาการที่กระดากอายนั่นเอง
คือถ้าหมดยางอายเสียแล้วก็เป็นอันว่าไม่มีหิริ
ท่านกล่าวอุปมาไว้ว่า คนรักสวยรักงาม
เกลียดของสกปรก รู้อยู่ ย่อมละอาย
ไม่ย่อมแตะต้องก้อนเหล็กแม้เย็นแต่เปื้อนคูถฉันใด
คนมีหิริก็ไม่ยอมแตะต้องบาปอันเปรียบด้วยคูถฉันนั้น

๒. โอตตัปปะ แปลว่าความเกรงกลัว
ได้แก่ความหวาดกลัวผลชั่ว ไม่กล้าทำเหตุชั่ว
ในอภิธัมมัตถวิภาวินีว่า โอตตัปปะนั้น
มีความสะดุ้งแต่บาปเป็นลักษณะ
ในอิติวุตตกวัณณนาว่า โอตตัปปะ
มีความเป็นผู้กลัวโทษ และเห็นแจ้งซึ่งภัยเป็นลักษณะ
อธิบายว่า บางคนเกิดความสะดุ้งอันมีความกลัวโทษ
เห็นภัยเป็นลักษณะโดยเหตุ ๔ อย่างคือ
กลัวตนเองติเตียนตนเองได้ ๑
กลัวผู้อื่นติเตียน ๑
กลัวอาชญา ๑
กลัวทุคติ ๑
แล้วไม่ทำความชั่ว
และโอตตัปปะ มีเหตุภายนอกเป็นสมุติฐาน
อธิบายว่า บางคนพิจารณาเห็นว่าถ้าเราทำชั่ว
ก็จักถูกติเตียนในสังคม วิญญูชนจักตำหนิรังเกียจเรา
เหมือนชาวเมืองเกลียดของโสโครก
เราถูกผู้มีศีลทอดทิ้งแล้ว จักทำอย่างไร
ดังนี้แล้วไม่ทำความชั่ว เพราะความกลัวอันเกิดขึ้นจากเหตุภายนอก
อนึ่ง โอตตัปปะนี้มีการปรารภโลกเป็นใหญ่
อธิบายว่า บางคนทำโลกให้เป็นใหญ่
คือปรารภว่าโลกนี้ กว้างใหญ่ไพศาล
พวกมีฤทธิ์ ตาทิพย์ หูทิพย์ และรู้จิตคนอื่นมีอยู่
เขาคงรู้เห็น หากเราทำชั่วแม้ในที่ไกลที่ลับอย่างไร
เขาคงติเตียนได้ ดังนี้แล้วไม่ทำชั่ว
โอตตัปปะนี้ ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความกลัวอบาย
คือความเสื่อม
กล่าวคือ ถ้าไม่กลัวความเสื่อมความพินาศฉิบหายแล้ว
ก็เป็นอันว่าไม่มีโอตตัปปะ
ท่านกล่าวอุปมาไว้ว่า คนผู้รักชีวิต รู้อยู่
ย่อมเกรงกลัวไม่กล้าจับเหล็กที่ร้อน หรืออสรพิษ
หรือสัตว์ร้ายฉันใด
คนมีโอตตัปปะย่อมไม่กล้าแตะต้องความชั่ว
อันเปรียบด้วยของร้าย หรืออสรพิษ หรือสัตว์ร้าย
ฉันนั้น

อธิบายชื่อหมวดธรรม
หิริ และ โอตตัปปะ ทั้งสองนี้
ชื่อว่า เป็นโลกบาลคุ้มครองโลก
โดยอธิบายว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมคุ้มครอง
คือป้องกันรักษาโลกคือหมู่สัตว์
อันได้แก่สัตว์ผู้ข้องอยู่ในโลกทุกจำพวก
ให้ดำรงอยู่โดยสันติสุข ตามวิสัยของสัตว์โลก
กฎแห่งกรรมมีอยู่ว่า กรรมดีเป็นเหตุแห่งสุข
กรรมชั่วเป็นเหตุแห่งทุกข์
ผู้ทำกรรมอย่างใด ย่อมได้รับผลอย่างนั้น
และผลนั้น บางอย่าง บางคราว
กระทบกระเทือนไปถึงผู้อื่น
ที่เกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย
ถึงเช่นนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยินดีพอใจทำกรรมชั่ว
ในที่เปิดเผยบ้าง ลี้ลับบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบความทุกข์
แต่ก็จำต้องได้รับทุกข์ระทมขมขื่น ดังที่เห็น ๆ กันอยู่
การที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะผู้ทำกรรมชั่วนั้น ขาดหิริโอตตัปปะนี้เอง
เมื่อขาดธรรมะสองข้อนี้แล้วจะทำชั่วอย่างใดก็ได้
ในบาลีกล่าวว่าสัตวโลกก็จะพึงสมสู่กัน
เหมือนสัตว์ดิรัจฉานโดยไม่มีการเคารพยำเกรงว่า
ผู้นี้เป็นมารดา ป้า น้า พี่ น้อง ครูอาจารย์ เป็นต้น
ใครเล่าจะห้ามปรามเขาได้

เมื่อสัตวโลกทำชั่วแล้ว ใครเล่าจะคุ้มครองโลกให้ตั้งอยู่ในสันติสุขได้
หลวงพ่อขลังๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้มีฤทธิ์อำนาจ
แม้พระราชกำหนดกฎหมายก็คุ้มไม่อยู่ แต่ถ้าสัตว์โลก
มีธรรมสองประการนี้ประจำใจกันแล้ว
แม้ไม่มีหลวงพ่อขลังๆ จนกระทั่งกฎหมายก็ไม่ต้องมี
ธรรมสองประการนี้ยังคุ้มอยู่ได้
เพราะผู้มีหิริโอตตัปปะประจำใจ
ย่อมรังเกียจเกลียดกลัวต่อความชั่ว
ไม่กล้าทำชั่วทุกอย่างทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
รู้จักเหนี่ยวรั้งยับยั้งปราบปรามจิตใจไม่ให้ประพฤติชั่ว
เมื่อต่างไม่ประพฤติชั่ว ความเบียดเบียนกันและกันก็จะไม่มี
คนทั้งหลายก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีทุกข์เดือดร้อน
ต่างตั้งหน้าทำมาหากินด้วยความสุจริต
โลกก็ปราศจากความวุ่นวาย ได้ประสบสันติสุข
เพราะฉะนั้น หิริและโอตตัปปะทั้งสอง
จึงชื่อว่าเป็นธรรมคุ้มครองโลกดังนี้แล

อนึ่ง ธรรมสองประการนี้เรียกว่า สุกกธรรมก็มี
เพราะเป็นธรรม ฝ่ายกุศลอันเปรียบด้วยสีขาว
และเป็นไปเพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต
เรียกว่าเทวธรรมก็มี
เพราะเป็นธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา
หรือให้เป็นผู้รุ่งเรือง

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.dhammathai.org/
ธรรมะสวัสดีค่ะ


ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นรูปคล้ายมังกร
ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่มากมาย
แต่หากแบ่งเป็นเกาะใหญ่จะมีทั้งหมด 4 เกาะด้วยกัน
ได้แก่ Hokkaido , Honshu , Shikoku และ Kyushu
ทอดยาวจากด้านตะวันตกเฉียงเหนือไปทางด้านตะวันออก
เพราะเกาะของญี่ปุ่นทอดยาว สภาพอากาศจึงแตกต่างกันมาก
จากฮอกไกโดที่เยือกเย็นในภาคเหนือ จนถึงเกาะกึ่งเขตร้อนของภาคใต้
ทุก ๆ ภูมิอากาศมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลด้วย

ฤดูต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น
ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ)
เริ่มในเดือนมีนาคม
เมื่อต้นไม้เริ่มผลิดอกออกใบและกลางวันเริ่มอุ่นขึ้น
เริ่มจากต้นพลัมบานเป็นทิวด้วยสีสัน
จากนั้นต้นท้อก็จะบาน ประมาณปลายเดือนมีนาคม
หรือต้นเดือนเมษายน ทุกคนจะรออย่างกระตือรือร้นเมื่อ
สถานีโทรทัศน์พยากรณ์อากาศวันที่ดอกซากุระ
จะบานในแต่ละเมือง จากนั้นจัดงานเลี้ยงเพื่อชมดอกไม้ (ฮานามิ)
ใต้ต้นซากุระ ดอกซากุระสีชมพู่ที่งดงามจะบานเพียง 1-2 สัปดาห์
ก่อนที่มันจะโรย เปิดทางให้แก่ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิอื่น ๆ เช่น ดอกฟูจิ
ฤดูร้อน (นัสซึ)
ซึ่งเริ่มจากเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนกันยายน
ช่วงต้นฤดูร้อน (โชะคะ) ระยะเวลาสั้นกับวันที่ร้อนและปลอดโปร่ง
แล้วจึงเป็นช่วงฤดูฝน (ทซึยุ) ซึ่งจะมีฝนตกแทบทุกวัน
ฤดูร้อนโดยรวมจะร้อนและชื้นทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นฮอกไกโด
ความร้อนเบากว่ามาก ระหว่างช่วงกลางฤดูร้อน (มะนัสซึ)
ในเดือนสิงหาคม อากาศแม้จะร้อนแต่สดใส
ผู้คนจึงนิยมไปตั้งแคมป์ เดินป่า (hiking) หรือว่ายน้ำ
ฤดูใบไม้ร่วง (อะกิ)
เริ่ม จากเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน
สภาพอากาศจะเริ่มแห้งและเย็นลง แม้จะมีฝนตกเป็นครั้งคราว
และยังอาจจะมีลมแรงหรือไต้ฝุ่น จากนั้นใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี
พืชพรรณธัญญาหารจะเก็บเกี่ยวกันในฤดูใบไม้ร่วง
ท่ามกลางเทศกาลเก็บเกี่ยวของท้องถิ่นมากมาย
ฤดูหนาว (ฟุยุ)
จาก ปลายเดือนพฤศจิกายน
ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ลมหนาวจากไซบีเรียและมองโกเลีย
จะพัดผ่านญี่ปุ่น แม้ว่าอุณหภูมิจะพอประมาณในภาคใต้
แต่อากาศในโตเกียวหลาย ๆ วันจะอยู่เหนือจุดเยือกแข็งไม่เท่าไร
ทางภูมิภาคแถบเหนือของเกาะฮอนชู ที่เรียกว่า โทโฮขุ
และ โฮคุริคุ จะมีเนินหิมะขนาดใหญ่
และฮอกไกโดจะหนาวมาก
แต่อากาศทางเหนือก็หาได้หยุดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
จากทั่วโลกที่จะมาดูหิมะ และรูปปั้นหิมะ
ณ เมืองซัปโปโร เมืองหลวงของฮอกไกโด
ข้อมูลจาก
หนังสือ “ประตูสู่ญี่ปุ่น” โดย สสท.
สำนักข่าวสารญี่ปุ่น สถานเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย


| ปฏิทินวันสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม |
|
|
|
|
|
| เดือน มกราคม |
| 14 มกราคม |
วันทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ (National Forest Conservation Day) |
| เดือน กุมภาพันธ์ |
| 2 กุมภาพันธ์ |
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World Wet Land Day) |
| เดือน มีนาคม |
| 13 มีนาคม |
วันช้างไทย |
| 21 มีนาคม |
วันป่าไม้โลก (World forestry day) |
| 22 มีนาคม |
วันน้ำโลก (World Water Day) |
| 22 มีนาคม |
วันอนุรักษ์โลก |
| 23 มีนาคม |
วันอุตุนิยมวิทยา |
| เดือน เมษายน |
| 2 เมษายน |
วันอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ (National Cultural Heritage Day) |
| 7 เมษายน |
วันอนามัยโลก |
| 12 เมษายน |
วันป่าชุมชนชายเลนไทย |
| 13 เมษายน |
วันประมงแห่งชาติ |
| 22 เมษายน |
วันคุ้มครองโลก(Earth day) |
| เดือน พฤษภาคม |
| 22 พฤษภาคม. |
วันความหลากหลายทางชีวภาพ (International Biodiversity Day) |
| 23 พฤษภาคม. |
วันเต่าโลก |
| 25 พฤษภาคม. |
วัน car free day |
| 31 พฤษภาคม. |
วันงดสูบบุหรี่โลก |
| เดือน มิถุนายน |
| วันวิสาขบูชาของทุกปี |
วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ |
| 5 มิถุนายน |
วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) |
| 8 มิถุนายน |
วันทะเลโลก |
| 17 มิถุนายน |
วันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก |
| 28 มิถุนายน |
อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรก (ปี พ.ศ. 2509) |
| เดือน กรกฎาคม |
| 11 กรกฎาคม |
วันประชากรโลก |
| เดือน กันยายน |
| สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน กันยายน |
วันรณรงค์เพื่อโลกสะอาด (Clean Up The World Day) |
| 1 กันยายน |
วันสืบ นาคะเสถียร (Seub Naksatien) |
| 13 กันยายน |
วันประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ ลำดับที่ 110 (2541) |
| 16 กันยายน |
วันโอโซนโลก(World Ozone Day) |
| 18 กันยายน |
วันสถาปนากรมป่าไม้ |
| 18 กันยายน |
วันประกาศอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย (เขาใหญ่) |
| 20 กันยายน |
วันอนุรักษ์และพัฒนาคูคลองแห่งชาติ (National River Conservation Day) |
| 20 กันยายน |
วันรักต้นไม้ |
| 26 กันยายน |
วันอนุรักษ์ทะเลโลก |
| เดือน ตุลาคม |
| 3 ตุลาคม |
วันน้ำบาดาล (รอนำเสนอเข้า ครม.) |
| 4 ตุลาคม |
วันตั้งถิ่นฐานโลก (World Habitat Day) |
| 14 ตุลาคม |
วันมาตรฐานโลก |
| 21 ตุลาคม |
วันรักษ์ต้นไม้ประจำของชาติ (National Annual Tree Care Day) |
| เดือน พฤศจิกายน |
| 10 พฤศจิกายน |
สมัชชาสหประชาชาติประกาสให้ปี 2545 เป็นปีภูเขาสากล (2541) |
| 16 พฤศจิกายน |
วันพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก |
| เดือน ธันวาคม |
| 4 ธันวาคม |
วันสิ่งแวดล้อมไทย |
| 5 ธันวาคม |
วันพ่อสร้างสรรค์ ป่าสวย น้ำใส สิ่งแวดล้อมไทยงดงาม |
| 9 ธันวาคม |
สัปดาห์อนุรักษ์มรดกโลก |
| 14 ธันวาคม |
วันประกาศเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าแห่งแรก (สลักพระ จ.กาญจนบุรี) |
| 15 ธันวาคม |
ปี 2545 เป็นปีสากลว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ |
| 26 ธันวาคม |
วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ |
|
|
|
ขอบคุณ ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมค่ะ 
นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
เป็นตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลของประเทศไทย
โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ต้องได้รับพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงจะขึ้นดำรงตำแหน่งได้ และอาจเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ได้
ตามแต่รัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้มีขึ้น
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
นับจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) ประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรี
รวม 26 ท่าน มีคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 58 คณะ

รายนามนายกรัฐมนตรีของไทย
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา · พระยาพหลพลพยุหเสนา · แปลก พิบูลสงคราม ·
ควง อภัยวงศ์ · ทวี บุณยเกตุ · เสนีย์ ปราโมช · ควง อภัยวงศ์ (สมัยที่ 2) ·
ปรีดี พนมยงค์ · ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ · ควง อภัยวงศ์ (สมัยที่ 3) ·
แปลก พิบูลสงคราม (สมัยที่ 2) · พจน์ สารสิน · ถนอม กิตติขจร ·
สฤษดิ์ ธนะรัชต์ · ถนอม กิตติขจร (สมัยที่ 2) · สัญญา ธรรมศักดิ์ ·
เสนีย์ ปราโมช (สมัยที่ 2) · คึกฤทธิ์ ปราโมช · เสนีย์ ปราโมช (สมัยที่ 3) ·
ธานินทร์ กรัยวิเชียร · เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ · เปรม ติณสูลานนท์ ·
ชาติชาย ชุณหะวัณ · อานันท์ ปันยารชุน · สุจินดา คราประยูร ·
อานันท์ ปันยารชุน (สมัยที่ 2) · ชวน หลีกภัย · บรรหาร ศิลปอาชา ·
ชวลิต ยงใจยุทธ · ชวน หลีกภัย (สมัยที่ 2) · ทักษิณ ชินวัตร ·
สุรยุทธ์ จุลานนท์ · สมัคร สุนทรเวช · สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/รายนามนายกรัฐมนตรีของไทย