Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!
กอดบำบัด napa 13, November


กอดบำบัด
เยียวยาโรคด้วยอ้อมแขน

จิตใจคนเราไม่ใช่อิฐหินดินทราย
บางครั้งจึงมีช่วงเวลาอ่อนแอ ท้อแท้
พ่ายแพ้ เป็นธรรมดา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น
เราคงไม่ขอให้ใครพาไปหาหมอ กินยาขนานไหนๆ ทั้งสิ้น
แต่เป็นความรักความปรารถนาดีจากใครสักคน
ที่พร้อมเยียวยาความรู้สึกไม่ปกติบางอย่างในใจเรา
ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการสัมผัส หรือการกอด

“กอด” “สัมผัส” เป็นยา

1. ลดความเจ็บปวดในผู้ป่วย
ทั้งที่มีอาการเรื้อรังและไม่เรื้อรัง ซึ่งอาจแค่สัมผัสผู้ป่วย
บริเวณที่เจ็บปวด หรือวางมือไว้เหนือแผล
(ที่ปิดด้วยผ้าก็อซหรือพลาสเตอร์เรียบร้อยแล้ว)
นานติดต่อกันราว 30 นาที จากการศึกษาวิจัย
ของภาควิชาพยาบาล มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค กล่าวว่า
การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่ม ปริมาณฮีโมโกลบิน
และช่วยให้ร่างกายส่งเลือดมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ
บริเวณที่บาดเจ็บเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด
มีการศึกษาวิจัยโดย David Bresler แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ลอสเองเจลลิส ยืนยันว่า จากการทดลองให้ผู้ป่วยหญิง
ที่ทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดก่อนคลอด
ได้รับการกอดโดยสามีบ่อยๆ พบว่า ความเจ็บปวดลดลง

2. ลดความรู้สึกในทางลบ
เช่น หวาดกลัว กังวล โกรธเกรี้ยว ไม่สบายใจ
อันเป็นผลมาจากความป่วยไข้ไม่สบายกาย
ในบางรายที่เป็นโรคร้ายชนิดรุนแรง เช่น มะเร็ง เอดส์ นั้น
ผู้ป่วยต้องเรียนรู้ว่า เมื่อมีโรคร้ายอยู่ในตัว
ชีวิตหลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องกอดผู้ป่วย
เพื่อประคองภาวะอารมณ์ ลดความรู้สึกในทางลบ
ไม่ท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั้น
รวมไปถึงผู้ป่วยระยะสุดท้าย คุณหมอปริยสุทธิ์กล่าวว่า
“มีการทดลองกอดผู้ป่วยใกล้ตาย เพื่อให้เขารู้สึกว่า
กำลังตายในอ้อมแขนของคนที่เขารัก เขาจะมั่นใจว่า จะไปดี
หมอและนักบำบัดไม่หวงตัว อยากให้เขาตายอย่างมีความสุข
ก็กอดเขาซึ่งถือเป็นการส่ง love message เป็นครั้งสุดท้าย”

3. ช่วยการพัฒนาการในเด็กพิการหรือเด็กออทิสติก
ในหนังเรื่อง The Last Don ของ Mario Puzo
ก็มีตัวละครชื่อ อธีน่า ทำกล่อง “Hug Box”
เพื่อให้ลูกสาวของเธอที่ป่วยเป็นโรคออทิสติกเข้าไปนอน
เพื่อให้รู้สึกว่าถูกกอดตลอดเวลา

4. ช่วยให้คนที่ขาดการกอด (หรือการสัมผัส) มีอาการดีขึ้น
เพราะการกอด (หรือการสัมผัส) นั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต
ฉะนั้นคนที่ขาดการกอด (หรือการสัมผัส) จึงมีความเสี่ยง
ต่อความปวดร้าวรุนแรงในจิตใจ เมื่อเกิดความผิดหวังบางอย่างในชีวิต

คนที่ต้องการกอด(หรือการสัมผัส)นั้น
แบ่งเป็นสองกลุ่มด้วยกัน
คือ

* คนที่ไม่ค่อยได้รับการกอด (หรือการสัมผัส) เท่าไร
ซึ่งได้แก่ คนที่ชอบเล่นตุ๊กตาหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง
คนที่แสดงความเจ็บปวดทางใจและกายเกินจริง
คนที่ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆเมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดัน
และคนที่ชอบกำสิ่งของต่างแน่นๆ

* คนที่ไม่ได้รับการกอด (หรือการสัมผัส)เลย
เพราะเส้นประสาทรับความรู้สึกทางผิวหนังถูกทำลาย
เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน อัมพฤกษ์อัมพาต ผู้ป่วยที่มีอาการชา

กอดหลายแบบบำบัดหลายอาการ

คุณหมอปริยสุทธิ์กล่าวว่า “วิธีการกอดนั้น ต้องเริ่มกอดด้วยใจรัก
กอดด้วยสัมผัสแห่งรัก เราจะต้องมั่นใจว่าใจเราต้องรู้สึก “รัก”ก่อน
รักแบบไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าคนที่อยู่ข้างหน้าตอนนั้นไม่ใช่พ่อแม่เรา
ไม่ใช่ญาติ เราก็ต้องไม่กอดด้วยความสงสาร หรือปราศจากความรัก
มิเช่นนั้นอ้อมกอดนั้นจะเจ็บปวด เป็นอ้อมกอดรสขม
ไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่ถ้าเมื่อไรที่กอดด้วยความรัก
ความรู้สึกที่เป็นบวก ก็จะได้ผลในเชิงการบำบัดเยียวยา”

ว่าแต่จะเริ่มกอดแบบไหน ถึงจะเป็นการส่งสารความรัก
ความปรารถนาดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกกาละและเทศะ

เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย

* กอดแบบหมี (Bear Hug)

ที่ผู้กอดทั้งคู่มักสูงและตัวโตไม่เท่ากัน
ผู้ที่สูงกว่ามักต้องยืนให้มั่นคง หรือโน้มตัวเพียงนิดหน่อย
เพื่อให้เข้าถึงผู้ที่ตัวเตี้ยกว่าได้ง่ายขึ้น
สองแขนโอบกอดบริเวณไหล่ผู้ที่ตัวเตี้ยกว่า
ส่วนผู้ที่เตี้ยกว่าก็ต้องยืนให้มั่นคงเช่นกัน
โดยหัวแนบไหล่หรืออกผู้ที่สูงกว่า
สองแขนก็โอบกางกอดผู้ที่สูงกว่าบริเวณระหว่างอกและเอว
การที่ร่างกายสัมผัสกันนั้น ช่วยให้ถ่ายทอดพลังสู่กันและกันได้มาก
ใช้เวลากอดครั้งละ 5-10 วินาที
เคล็ดลับ เป็นการกอดแบบจารีต ที่มีให้เราเห็นเกลื่อนกล่น
การกอดแบบนี้ควรกอดด้วยความมั่นคง เพื่อให้กำลังใจ
ความอบอุ่น ความปลอดภัย

* กอดแบบหน้าแนบหน้า (A Frame Hug)

ผู้กอดทั้งสองต้องเอื้อมแขนไปโอบไหล่ทางด้านข้างของกันและกัน
เอาหน้าแนบหน้ากัน หัวพิงหัว กายพิงกาย ใช้การกอดแบบนี้
แทนคำพูด “สวัสดี” หรือ “ลาก่อน”
เคล็ดลับ เป็นการกอดแบบสุภาพและเป็นทางการ
แสดงถึงการต้อนรับหรือความชื่นชม ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน
หัวหน้ากอดลูกน้อง อาจารย์กอดลูกศิษย์ รวมทั้งคนที่เพิ่งรู้จักหรือเคยเห็นหน้า
เช่น แฟนของลูกน้องสามี ลูกสะใภ้คนใหม่

* กอดด้วยแก้ม (Cheek Hug)

สามารถกอดได้ทั้งในท่าที่ทั้งคู่ต่างยืนหรือนั่ง
หรือฝ่ายหนึ่งนั่ง ฝ่ายหนึ่งยืนก็ได้ เพราะไม่จำเป็น
ที่กายของทั้งคู่จะต้องสัมผัสกัน ถ้าทั้งคู่อยู่ในท่านั่ง
ก็แค่เอนตัวเข้าหากัน โดยให้ด้านข้างของใบหน้าแนบชิดกัน
แบบแก้มแนบแก้ม มืออาจโอบไหล่กันและกัน
เพื่อให้หน้าแนบกันได้สนิทนุ่มนวลมากขึ้น
หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ และใช้เวลากอดสักสองสามนาที
เคล็ดลับ ต้องทำด้วยความนุ่มนวล อ่อนโยน
ในลักษณะของการสื่อถึงจิตวิญญาณ และความเมตตาปราณีต่อกัน
การกอดแบบนี้สื่อสารประโยค “ฉันเสียใจด้วย”
เมื่อเพื่อนกำลังผิดหวัง

* กอดกันกลม (Sandwich Hug)

เป็นการกอดสำหรับคนสามคน สองคนหันหน้าเข้าหากัน
โอบคนที่อยู่ตรงกลางไว้ สองคนด้านนอก
มือข้างหนึ่งโอบไหล่กันไว้ อีกข้างหนึ่งโอบบริเวณเอว
ส่วนคนที่อยู่ด้านในกอดเอวคนใดคนหนึ่งไว้
ศีรษะทั้งสามรวมกันเป็นหนึ่ง ร่างกายสัมผัสกันอย่างอบอุ่น
เคล็ดลับ เป็นการสร้างความมั่นใจให้คนที่อยู่ด้านใน
เมื่อเขาหรือเธอคนนั้นต้องออกไปเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก
ผู้ที่กอดกันส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเพื่อน พ่อแม่กอดลูก
หรือสามีภรรยาที่ร่วมกันปลอบใครบางคน

* กระโดดกอด (Grabber-Squeezer Hug)

ฝ่ายหนึ่งพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย คว้าตัวมากอดรัด ชั่วเสี้ยวลมหายใจ
ฝ่ายที่ถูกกอดต้องตื่นตัวขณะถูกกอดรัด
เพื่อกอดรัดกลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้ค่อนข้างยาก
ทั้งสองฝ่ายต้องวิ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
จึงต้องระวังการชนปะทะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว
หัวอาจกระแทกกัน หรืออาจเข้าผิดจังหวะ
ทำให้ตัวปะทะแขนของอีกฝ่าย บาดเจ็บได้
ทำให้จุดประสงค์ของการกอดล้มเหลว
เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่รีบเร่ง เพื่อคลายความตึงเครียด
หรือตื่นเต้น ซึ่งบางทีเราอาจจะทอดเวลาการกอดรัดออกอีกนิดก็ได้

* กอดเป็นกลุ่ม (Group Hug)
ทุกคน (กี่คนก็ได้) มายืนหันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลม
กายชิดกันมากเท่าที่จะมากได้ มือข้างหนึ่งโอบไหล่
อีกข้างโอบเอว ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆถึงเพื่อนทั้งสองข้าง
ผ่านการโอบรัด สักครู่หนึ่ง
เคล็ดลับ กลุ่มเพื่อนมักกอดกันด้วยวิธีนี้ เพื่อให้กำลังใจ
หรือเพิ่มความมั่นใจกันและกัน เพราะทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยว
และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

* กอดเคียงบ่าเคียงไหล่ (Side-to-Side Hug)

ทั้งสองคนก็แค่วาดแขนไปโอบไหล่หรือเอวเพื่อนที่เดินเคียงข้าง
เวลาเดินทอดน่องสบายๆ เพื่อถ่ายทอดความเอื้ออาทรกันและกัน
เคล็ดลับ เวลาเข้าแถวรออะไรสักอย่าง ถ้าโอบไหล่เพื่อนข้างๆ
จะช่วยให้การรอคอยนั้นผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

* กอดจากข้างหลัง (Back-to-Front-Hug)

เพราะคนที่เราจะกอดนั้นมือไม่ว่าง อาจจะกำลังยืนถือกะทะ
ผัดกับข้าว ทำครัว ล้างจาน หรือทำงานบ้านอื่นๆ
ผู้กอดจึงต้องเดินเข้าไปข้างหลัง โอบแขนรอบเอวเขาหรือเธอ
กอดอย่างนุ่มนวล
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้สะท้อนความขี้เล่นของผู้กอดไว้นิดหน่อย
แต่ก็ถ่ายทอดพลังความสุข ซึ่งเปี่ยมด้วยกำลังใจไปให้ผู้ถูกกอด

* กอดจากหัวใจ (Heart-Centered Hug)

เริ่มจากตาสบตา เอื้อมแขนไปโอบไหล่หรือหลัง
หน้าผากชิดกัน เหมือนร่างกายทุกส่วน เป็นการกอดที่มั่นคง
แต่สุภาพ ขณะที่ผ่อนลมหายใจจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน
ทั้งคู่จะรู้สึกว่าความกรุณาจากหัวใจของแต่ละฝ่าย ไหลรินสู่กันและกัน
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้มีพลังมาก สามารถถ่ายทอดความอ่อนโยน
เอาใจใส่ การยอมรับกันและกัน รวมไปถึงกำลังใจและการสนับสนุนช่วยเหลือ
ไม่จำกัดระยะเวลาในการกอด สามารถกอดกันจนกระทั่งมีสิ่งอื่น
มาเรียกร้องความสนใจเลยก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่มีความผูกพันกัน
ลึกซึ้งยาวนาน เช่น เพื่อนเก่าที่เคยร่วมทุกข์สุขกันมานาน เป็นต้น

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 242 ค่ะ

การกอด ช่วยได้


กินตามธาตุในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ

แนวคิดกินตามธาตุมาจากทฤษฎีการแพทย์แผนไทย

ที่เชื่อว่าคนเราเกิดมาในร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4

คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ แต่จะมีเพียง 1 ธาตุ

ที่แสดงลักษณะเด่นประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน”

ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนเกิดที่เป็นไปตามวันเดือนปีเกิด

และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบันที่สังเกตจากบุคลิกลักษณะ

อุปนิสัย กับปัญหาสุขภาพกายกับใจของแต่ละคน

หากธาตุทั้ง 4 ในร่างกายมีความสมดุล จะไม่เจ็บป่วยบ่อย

แต่หากขาดความสมดุล ก็มักจะเจ็บป่วยได้ง่าย

และเพื่อป้องกันปัญหาโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นได้

เราจึงควรปรับพฤติกรรมการกินโดยใช้รสชาติต่างๆ

ของอาหารประจำธาตุ ถ้าพิจารณาในแต่ละธาตุจะพบว่า

มีการกินที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน

ธาตุดิน

คือ ผู้ที่เกิดในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม

มักจะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง

เบาหวาน อาการปวดตามข้อ โรคระบบทางเดินหายใจ

และโรคเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย ควรกินอาหารรสฝาด

เพื่อช่วยสมานปิดธาตุ (แต่ไม่ควรกินมากเกินไป

เพราะจะทำให้ฝืดคอ ท้องอืด และท้องผูก)

อาหารรสหวาน เพราะมีสรรพคุณซึมซาบตามเนื้อ

ทำให้ชุ่มชื่นบำรุงกำลัง (ไม่ควรกินมากเกิน

เพราะจะทำให้ง่วงนอนและเกียจคร้าน)

อาหารรสมันเพื่อแก้เส้นเอ็นพิการ ปวดเสียว

ขัดยอก และกระตุก และอาหารรสเค็ม

เพราะมีสรรพคุณซึมซาบไปตามเนื้อ

ช่วยการดูดซึมอาหาร

ป้องกันการเสื่อมของเส้นเอ็น และกระดูก

นอกจากนี้ ควรกินอาหารประเภทแป้งขาวให้น้อย

เพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ไม่หมด

และควรออกกำลังเป็นประจำ

ธาตุน้ำ

คือ ผู้ที่เกิดเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

มักมีปัญหาเสมหะเป็นพิษ

จึงควรกินอาหารรสเปรี้ยวเพื่อกัดฟอกเสมหะ

ส่วนปัญหาสุขภาพอื่นๆ เหมือนธาตุดิน

(เนื่องจากเป็นธาตุที่เอื้อกัน)

เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง

ระบบทางเดินหายใจ และโรคอ้วน

ในกรณีที่ธาตุน้ำมากจะมีเสมหะและน้ำมูกคล้ายจะเป็นหวัด

เพราะร่างกายต้องการขับน้ำออกมา

ในช่วงอายุแรกเกิดถึง 16 ปี

มักจะมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก ตาแฉะ

ในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุน้ำกำเริบ

จึงควรกินอาหารประเภทแป้งขาวให้น้อยเช่นกัน

ธาตุลม

คือ ผู้ที่เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน

ปัญหาด้านสุขภาพของคนธาตุเจ้าเรือนนี้

คือนอนไม่ค่อยหลับ ปวดท้อง จุกเสียด

ระบบภายในมีความเป็นกรดมาก และระบบย่อยอาหารไม่ดี

เนื่องจากลักษณะนิสัยที่กินไม่ตรงเวลา

บางรายอาจมีปัญหา โรคข้อและกระดูก

ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนเพื่อแก้ลมจุกเสียด

และช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น

แต่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะอาจทำให้

เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป

มักจะมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลมง่าย

ในฤดูฝนจะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุลมกำเริบ

ควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ให้น้อย

เพราะระบบการย่อยไม่แข็งแรง

ธาตุไฟ

คือ ผู้ที่เกิดเดือนมกราคม กุมภาพันธุ์ และมีนาคม

ปัญหาสุขภาพคือ เครียดง่าย

โรคกระเพาะอาหาร ผิวหนังแพ้ง่าย ท้องเสียบ่อย

ร้อนใน เป็นฝี และมีแผลในปาก ในช่วงอายุ 16-32 ปี

มักจะหงุดหงิดง่าย และอารมณ์เสียบ่อย

ในฤดูร้อนจะเจ็บป่วยบ่อย อาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่าย

เพราะธาตุไฟกำเริบ ควรกินอาหารรสขม

แก้โลหิตเป็นพิษ (หากกินมากไปจะทำให้อ่อนเพลีย)

และอาหารรสเย็นเพื่อแก้ไข้ ร้อนใน ไข้พิษ

และดับพิษร้อน และควรกินอาหารจำพวกไขมันให้น้อย

แม้ว่าร่างกายจะเผาผลาญเนื้อสัตว์ได้ดี

แต่หากกินไขมันที่ย่อยยาก

จะทำให้มีความร้อนในร่างกายมากเกินไปจนป่วยไข้ได้

มีโอกาสก็ลองดูกันนะคะ

แต่ใครที่ทำไม่ได้ตามนี้ก็ไม่ต้องซีเรียสอะไร

ทำอะไรที่ใจสบายและไม่ทำให้ร่างกายป่วยก็น่าจะเป็นสุขดีแล้ว

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยค่ะ


กินอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องอดนอน

หนุ่มๆ สาวๆ รู้ดีว่าการอดนอนทำลายสุขภาพ
และความสดใสมากเพียงใด แต่บางครั้ง โดยเฉพาะช่วงสอบ
หรือต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนด เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่ต้องอดตาหลับขับตานอนกันอยู่บ้าง จริงไหมคะ

เมื่อรู้ตัวเนิ่นๆ หลายคนเลือกที่จะลด
หรือถึงขั้นงดอาหารเย็นไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ
ง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งนั่นอาจทำให้หมดแรงเอาดื้อๆ
วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับการกินอาหารที่จะช่วยให้สดใสได้
แม้ต้องอดนอนมาฝาก ลองทำตามวิธีการต่อไปนี้ดูค่ะ

อาหารมื้อเย็นสำคัญอย่างยิ่ง
ที่ช่วยให้เราอยู่ดึกได้โดยที่ไม่หมดพลัง
สำหรับคนที่อดนอน ควรกินอาหารจำพวกแป้ง
เช่น ข้าว และ ขนมปังในปริมาณน้อย
แต่ควรกินอาหารจำพวกปลา ผัก ผลไม้สด
ทดแทนในมื้อนี้เพื่อเพิ่มความสดชื่น
อย่างไรก็ตามหลังจากกินอาหารเหล่านี้ไปแล้ว
อาจรู้สึกหิวเร็ว ระหว่างนี้ให้กิน ผลไม้ หรือ โยเกิร์ต

แค่นี้ก็ช่วยรักษาพลังงานของร่างกายให้กระฉับกระเฉง
และไม่รู้สึกอ่อนเพลียแล้วค่ะ นอกจากกินถูกวิธี
การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมก็ช่วยได้นะคะ

ขอขอบคุณความรู้ดีๆ จาก นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 242 ค่ะ


Burn off a rush of stress with a 15-minute walk.

Studies show that those who regularly exercise

sleep better than those who don’t.

ลดความเครียดอย่างง่ายๆ ด้วยการเดินเพียง 15 นาที

มีการวิจัยระบุว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

จะหลับสนิทกว่าและหลับได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายค่ะ