คุณธรรมกับจริยธรรม
ดูเหมือนว่า หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
ไม่ได้บรรจุวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
เข้าไปในหลักสูตร อย่างจริงจังเลยนะคะ
ที่สำคัญก็คือตัวคุณครูเอง ก็ไม่ค่อยจะเน้นหนัก
หรือส่งเสริมด้านนี้มากไปกว่าทางวิชาการสักเท่าไหร่เลย
แค่เรื่องง่ายๆ อย่างการมีความรับผิดชอบในงานที่ตนต้องทำ
ซึ่งดูเหมือนจะแสนยากสำหรับเด็กบางคน
หรือการห้ามใจตัวเองไม่ให้อยากได้ของคนอื่น
เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดกับหลานสาววัย 8 ขวบ
ที่เรียนอยู่ประถม 3 ของโรงเรียนที่ดีที่สุดโรงเรียนหนึ่งของหาดใหญ่
ในชัวโมงวิชาการงาน มีงานที่นักเรียน
จะต้องเข้าแถวทยอยส่งคุณครูที่หน้าชั้นในวันนั้นถึง 2 ชิ้นด้วยกัน
ชิ้นแรกคืองานหุ่นทำมือ และชิ้นที่ 2 ก็คืองานกะลา
ซึ่งกว่าจะทำเจ้าของเล่นเดินกะลาชิ้นนั้นออกมาได้
ต้องใช้ทั้งเวลาและความอุตสาหะพอสมควรเลยทีเดียว

ตั้งแต่ไปหามะพร้าวจากตลาดมาเจาะรู
จนถึงการเอากระดาษทรายมาขัดให้ผิวกะลาเรียบทั้งด้านในด้านนอก
และเอาเชือกเงื่อนลูกเสือเส้นเก่าของพี่ชายมาทำเป็นเชือกเดินกะลา
แต่ที่น้องแพรลืมทำก็คือ เขียนชื่อของตัวเองลงไปบนกะลานั้นค่ะ!!
ใครจะไปนึกว่าการเอางานชิ้นที่ 2 ที่รอส่งคุณครู
มาวางทิ้งไว้ที่โต๊ะเรียน ในขณะที่ไปส่งงานชิ้นแรกอยู่
(ทำไมคุณครูไม่เก็บทีเดียว 2 ชิ้นก็ไม่ทราบซีเนอะ)
จะทำให้งานที่ตัวเอง (กับแม่) ทำมากับมือต้องหายไป
ไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะ แต่เพื่อนมาขโมย
เอาไปเขียนชื่อ-ชั้น-เลขที่ ของตัวเองเสร็จสรรพ
ช่างทำได้หนอเด็กอายุเพียงเท่านี้ ไม่ได้เอางานของตัวมาส่ง
ก็คิดได้ง่ายๆว่าเอาของเพื่อนที่เผลอวางไว้มาเป็นของตัวเองซะ
แล้วเอาไปส่งคุณครูหน้าเฉยตาเฉย
เจ้าแพรก็บอกคุณครูว่านั่นน่ะกะลาของหนู กะลาของหนู
แต่ดันมีชื่อเพื่อนเขียนหราไว้ จะทำยังไงล่ะ
คุณครูก็ให้แพรกลับไปที่นั่ง .. โดยไม่มีการตัดสินความใดๆ
ตกเย็น หลังเลิกเรียน แพรต้องทำเวรพอดี
ตอนหิ้วถังน้ำไปเทที่ห้องน้ำข้างล่าง
เพื่อนแพรก็วิ่งมาบอกว่าเจอกะลาของแพรแล้ว อยู่ในห้องน้ำครู
เด็ก 2 คนก็เลยช่วยกันเอากะลานั้นใส่ลงในถังน้ำแล้วหิ้วถังน้ำขึ้นห้อง
แล้วกลับมาเล่าให้แม่ฟังว่า แพรแอบเอากะลาใส่ถังน้ำมา
เพราะกลัวเด็กที่ขโมยของแพรไปจะเห็น
อ้าว.. ไหงเป็นงั้นล่ะ
ของ ของตัวเองแท้ๆ โดนคนอื่นฉกเอาไปส่งเอาคะแนน
แล้วเอามาิ้ทิ้งขว้างในห้องน้ำครูแบบนี้
พอเจอโดยบังเอิญ กลับต้องแอบเอาของตัวเองกลับมาบ้าน
โลกมันกลับตาลปัตรแล้วหรืออย่างไร ![]()
พฤติกรรมที่น่ารังเกียจของเด็กคนนั้นมาจากไหนหนอ
คงจะคิดกันออกนะคะ ว่าเราคงต้องมองเข้าไปถึงในบ้านของเด็กมักง่ายคนนั้น
เพราะคุณครูคงไม่มีเวลาพอที่จะอบรมคุณธรรม จริยธรรมแม้แต่ขั้นพื้นฐาน
แต่ว่าพื้นฐานที่ดีนั้น ที่สำคัญควรเริ่มมาจากที่บ้านตัวเองค่ะ
อย่าโยนภาระหรือความผิดให้กับคุณครูเลย คุณครูก็อาจจะช่วยเตือนช่วยย้ำ
พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ต้องคอยกระตุ้นคอยย้ำในเรื่องของความซื่อสัตย์ให้มาก
เพราะหากขาดความซื่อสัตย์แล้ว มีแต่จะนำพาเด็กไปสู่ความหายนะ
เพราะความโลภเข้าครอบงำ จนไม่คิดถึงความยากลำบากของใครอื่นเลย

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเรื่องที่เก็บไว้กว่า 2 ปีแล้วเรื่องหนึ่ง
ซึ่งเกิดกับพี่ยอดตอนเรียนชั้นประถม 6
เป็นเรื่องที่บ่งบอกได้ชัดเจนถึงการอบรมและปลูกฝังเด็กอย่างผิดๆ
โดยไม่รู้ตัวของคุณครู ที่หวังแต่จะปกป้องเด็กในปกครอง
โดยไม่สนใจว่าอะไรผิดหรือถูก
เรื่องนี้เกิดเพราะสีกล่องล้วนๆ เลยค่ะ 
พี่ยอดมีสีหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นสีไม้ระบายน้ำ สีเมจิก
หรือปากกาหัวเข็มหลากสี ที่ชอบเอาไปแบ่งปันกันใช้กับเพื่อนที่โรงเรียน

อยู่มาวันหนึ่ง ปากกาหลากสียี่ห้อสเตทเลอร์ หายไปทีเดียว 2 กล่องเลย
หาก็แล้ว แจ้งคุณครูก็แล้ว.. ไม่ได้ผลเลยค่ะ ไม่มีใครพบแล้วเอามาคืนเลย
ผ่านไปหลายเดือน จนใกล้ถึงเทศกาลคริสต์มาส
เพื่อนพี่ยอดกระหืดหระหอบมาบอกว่าเห็นสีของยอดอยู่ที่ “T” ทั้ง 2 กล่องเลย
เพื่อนๆ เขาจำได้เพราะไม่เหมือนของใคร และใช้กันอยู่แทบทุกวัน
พี่ยอดจึงไปแจ้งครูประจำชั้น ซึ่งคุณครูก็ส่งภรรยามาคุยกับแม่
ประมาณต่อรอง ว่าหากเขาเอาสีมาคืนให้ ขอให้พี่ยอดอย่าเอาเรื่อง
เพราะเขาจะเดือดร้อนมาก อีกอย่าง “T” มีแววจะได้เป็นเด็กทุนในปีต่อไปด้วย
เห็นแก่อนาคตของเด็กเถอะนะคะคุณแม่
แล้วอีกอย่าง ยอดเขาก็มีเยอะอยู่แล้วด้วย
อ้าว.. ผิดอีก มีเยอะแล้วเอาไปแบ่งกันใช้กับเพื่อน
กลายเป็นเรื่องไม่สมควรเอาไปใช้ที่โรงเรียน
ทำไมคุณครูไม่สอนนักเรีียนในปกครองล่ะ
ว่าอย่าลักขโมย อย่ามักได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน
หรือเพราะคุณครูเอง.. ก็อยากได้ของฝากจากผู้ปกครองเสมอมา

เหอะ เหอะ ความโลภนี่ มันไม่เข้าใครออกใครเลย..จริงๆ นะ











