โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

Monday 27 October 2008 at 11:45 (ธรรมะ ทำไม) (, , )


หลายคนคงจะเคยได้ยินคำพูดนี้

จากพระพยอมกันมาแล้ว

โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

ในขณะที่จิตใจถูกครอบงำไว้ด้วยความโกรธ หรือโทสะจริต

คนเรามักมีพฤติกรรม หรือทำอะไรแปลกๆ

และร้อยทั้งร้อยมักจะรุนแรง

ถ้ารุนแรงแล้วไม่เดือดร้อนชาวบ้านก็ไม่เท่าไหร่

เช่น โกรธแล้ววิ่งไปซักผ้า ล้างจาน ถูพื้น หรือขัดห้องน้ำ

แต่ไอ้ประเภทโกรธแล้วอยากจะทำร้ายคน

อันนี้อันตราย

ภาวะจิตใจเช่นนี้เอง

เป็นภาวะจิตที่มักขับดันให้คนก่ออาชญากรรมได้ง่าย

เพราะขาดการยับยั้งชั่งใจ

หรือเรียกว่าสภาวะ “ขาดสติ”

ทำนองเดียวกับคนบ้ากระทำผิด

การที่เขากระทำผิดก็เพราะเขาขาด

สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สำนึกผิดชอบชั่วดี”

หรือถ้าจะยังพอมี ก็มีแบบกะพร่องกะแพร่ง

ไม่เพียงพอที่จะควบคุม หรือระงับยับยั้งชั่งใจได้

ดังนั้นโกรธก็คือโง่ โมโหก็คือบ้า

จริงแท้ดั่งคำพระท่านว่าทีเดียว

การใช้สติ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

และควรจะมีอยู่เสมอ

สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างเป็นสุข

จงเป็นสุขเป็นสุขกันเถิด

นะคะ

Permalink No Comments

ธรรมะระงับความโกรธ

Saturday 25 October 2008 at 8:58 (ธรรมะ ทำไม) (, )


อุบายในการระงับความโกรธ

โดย
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ประการแรก อดทน อย่าให้โกรธ

มันใช้มือไปทุบคนโน้นตีคนนี้ อย่าให้โกรธ

มันใช้ปากไปด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ใช้ความอดทน

ในเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ทีนี้อุบายถ้าเราจะใช้

ก็พิจารณาถึงอกเขาอกเรา โกรธแล้วเราไม่ฆ่า

ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก แม้ในใจโกรธอยู่

แต่ไม่ทำสิ่งนั้นลงไป มันก็ไม่มีบาปมีกรรมอะไร

ในเมื่อโกรธมันไปจนสุดฤทธิ์แล้ว มันก็หมดไปเอง

เมื่อเรายังไม่มีอุบาย ถ้าเรามีอุบายพิจารณา

ว่าความโกรธมันเป็นทุกข์อย่างนี้ๆ

เราไม่ควรโกรธเลย เอาแค่นี้ก็ได้

แต่ประการสำคัญที่สุด โกรธแล้วต้องระวัง อดกลั้น

อย่าเผลอไปทำความผิดพลาดอย่างรุนแรงขึ้นมา

เมื่อทำผิดพลาดลงไปแล้วจะเสียใจภายหลัง

เช่น พ่อแม่โกรธลูกคว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนมันอย่างไม่นับ

จนหนังมันแตกเป็นริ้วเป็นรอยเลือดสาด

ในขณะที่เราทำอยู่นั้น

เราอาจจะคิดว่าเราได้ทำอะไรสมที่โกรธแล้ว

แต่เมื่อโกรธมันหายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น

ความเสียใจภายหลัง

เดี๋ยวก็นั่งร้องไห้กอดเขา “เราไม่น่าทำเลย”

การปฏิบัติเพื่อระงับความโกรธ

1. ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ

ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย

ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธตนก่อน

ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

2. ให้ระลึกถึงความดีของเขา

เพราะแต่ละคนย่อมมีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในตัว

ถ้าหาความดีไม่ได้จริง ๆ ก็ให้นึกสงสารเขาว่า

ต่อไปจะต้องประสบผลร้าย จากการประพฤติไม่ดีอย่างนี้

3. ให้คิดถึงความจริงที่ว่า การโกรธคือการทำให้ตัวเองทุกข์

คนที่โกรธแล้วเป็นสุขไม่มีในโลก

4. ให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

กรรมที่เกิดจากความโกรธ จะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปอีก

5. ให้พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาว่า

พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้

ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย

ตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น

โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนม์ชีพของพระองค์เอง

เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง เบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ

ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ

ถึงแม้เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรู

6. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด

เมตตาก็มีคุณก่อให้เกิดผลดีมากฉันนั้น

ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น

ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้

ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

Permalink No Comments

ว่างจากความโกรธ

Saturday 4 October 2008 at 18:47 (ธรรมะ ทำไม) (, )


เมื่อมาสู่โลกนี้
ทุกคนต้องเจอเรื่องน่าโกรธ
แต่ไม่ทุกคนที่อยากโกรธ
ไม่ทุกคนที่หวงความโกรธ
นั่นเพราะแต่ละคนเห็นความโกรธต่างกัน

บางคนเห็นความโกรธเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
บางคนเห็นความโกรธเสริมความน่าครั่นคร้ามของตน
บางคนเห็นความโกรธเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้
ขณะที่บางคนเห็นความโกรธเป็นไฟเผาตัวต้องรีบดับ

โกรธไม่เป็นไร
แต่อย่าเกลียดก็แล้วกัน
เพราะโกรธนั้นทุกข์เดี๋ยวเดียว
แต่ถึงขั้นเกลียดจะต้องทุกข์ยืดเยื้อ
และอาจยาวนานกว่าที่คิด

เกลียดไม่เป็นไร
แต่อย่าอาฆาตก็แล้วกัน
เพราะเกลียดนั้นทุกข์อยู่คนเดียว
แต่ถึงขั้นอาฆาตจะเป็นทุกข์หลายคน
และอาจลงเอยเป็นโศกนาฏกรรมคาดไม่ถึง

จิตต้องขุ่นถึงจะโกรธได้
จิตต้องทึบถึงจะเกลียดลง
จิตต้องมืดบอดถึงจะอาฆาตนาน

จิตต้องสว่างจึงจะดับอาฆาตสนิท
จิตต้องโปร่งจึงจะระงับความเกลียดไหว
จิตต้องใสถึงจะหยุดความโกรธเร็ว

จิตจะขุ่น ทึบ หรือมืดบอด
จิตจะสว่าง โปร่ง หรือใส
ขึ้นอยู่กับความคิด
ขึ้นอยู่กับวิธีมองความโกรธ
ถ้าเห็นความโกรธเป็นโรคทางใจ
ก็จะยอมอภัยแลกกับการฟื้นไข้

เมื่อถูกโลกกระทบแล้วโกรธนั้นไม่แปลก
แต่หลังจากคิดแล้วยังโกรธ
หรือหลังจากคิดแล้วถึงค่อยโกรธ
แสดงว่ายังคิดจากความว่างไม่เป็น
เป็นแต่คิดสร้างความทึบ
เป็นแต่คิดสร้างกำแพงไฟ

โทสะคือรากแห่งบาปข้อที่สอง
บุคคลละความโกรธได้แล้ว
ย่อมนอนหลับสบายฝันร้ายไม่มี
เมื่อนั้นมองย้อนไปจะรู้
ความโกรธทำให้เราอยากฆ่าบางสิ่ง
จะดียิ่งหากสิ่งนั้นคือความโกรธ

คิดแล้วใจเย็น
แปลว่าเห็นความว่าง
ในท่ามกลางเรื่องร้อน

จาก “คิดจากความว่าง”

โดย “ดังตฤณ”

Permalink No Comments

หยุดวงจรแห่งความโกรธ

Thursday 25 September 2008 at 11:20 (ธรรมะ ทำไม, เก็บมาฝาก) ()


เด็กชายอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ซึ่งเคยมาค่ายฤดูร้อน
เขามีปัญหากับพ่อ
เพราะทุกครั้งที่ทำอะไรพลั้งพลาดหรือหกล้มบาดเจ็บ
แทนที่พ่อจะช่วยเหลือ กลับตะคอกดุด่าเขาต่างๆนานา
“ไอ้เด็กงี่เง่า! ทำไมถึงได้ซุ่มซ่ามอย่างนี้”

นี่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุเพียงแค่เด็กชายหกล้มบาดเจ็บ

ดังนั้น เขาจึงไม่เห็นว่าพ่อเป็นพ่อที่ดี น่ารัก
เขาสัญญากับตัวเองว่า
เมื่อโตขึ้นและแต่งงานมีลูก จะไม่ทำอย่างนั้นกับลูก
ถ้าลูกของเขากำลังเล่นอยู่ และได้รับบาดเจ็บเลือดออก
เขาจะไม่ตะคอกใส่
แต่จะโอบกอดลูกไว้ แล้วพยายามช่วยเขา

ปีที่สอง เขามาค่ายฤดูร้อนกับน้องสาว
ระหว่างที่น้องสาวของเขาเล่นอยู่กับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆในเปล

และทันใดนั้นก็พลัดตกลงมา
หัวฟาดกับก้อนหิน เลือดไหลอาบหน้า

เด็กชายรู้สึกขัดเคืองขึ้นมาทันที
จนเกือบจะตะโกนใส่น้องไปว่า
“นังเด็กงี่เง่า! ทำไมถึงได้ซุ่มซ่ามอย่างนี้!”

เขาเกือบจะทำอย่างเดียวกับพ่อ
แต่เพราะเขาปฏิบัติการเจริญสติมาสองช่วงฤดูร้อน
จึงสามารถยับยั้งตัวเองได้

แทนที่จะตะโกนออกไป
เขากลับเริ่มเดินและหายใจอย่างมีสติ
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังช่วยเหลือน้องสาวของเขา

เพียง 5 นาที เขาก็ได้สัมผัสกับชั่วขณะแห่งการเห็นแจ้ง
ได้ประจักษ์ว่าปฏิกิริยา หรือความโกรธของตนเองนั้น
เป็นพลังอำนาจของความเคยชินที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ
เขาช่างเหมือนพ่อ เป็นผลพวงของท่านไม่มีผิดเพี้ยน

เขาไม่ต้องการจะทำอย่างนั้นกับน้องสาว
ทว่าพลังที่พ่อถ่ายทอดมานั้น…แรงกล้าเสียจนเกือบจะทำให้…
เด็กชายกระทำในสิ่งที่พ่อเคยทำกับเขามาก่อน

สำหรับเด็กชายอายุ 12 ปี นับเป็นการรู้แจ้งโดยแท้
เขายังคงเดินต่อ…
ฉับพลันก็เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่จะปฏิบัติ
เพื่อลบล้างอำนาจความเคยชินนี้
จะได้ไม่ส่งผลต่อไปยังลูกๆของตน


เด็กชายรู้ว่า มีเพียงการฝึกสติเท่านั้น…
ที่ช่วยหยุดยั้งวงจรของความทุกข์นี้ได้….

เขายังสามารถแลเห็นด้วยว่า
พ่อเองก็เป็นเหยื่อ ที่รับการถ่ายทอดความโกรธมาเช่นกัน
พ่ออาจไม่อยากทำอย่างนั้นกับเขา
แต่ที่ทำไปเพราะพลังยของความเคยชินในตัวนั้น
ช่างแรงกล้าเหลือเกิน

ชั่วขณะที่เด็กชายประจักษ์แจ้งว่า
พ่อก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่งเช่นกันนั้นเอง

ความโกรธเคืองทั้งหลายที่เขามีต่อพ่อก็ได้มลายลง
ไม่กี่นาทีต่อมา…
เขาเกิดความปรารถนาที่จะกลับบ้าน
ไปชวนพ่อมาปฏิบัติด้วย…

สำหรับเด็กชายวัย 12 … นี่คือการรู้แจ้งครั้งสำคัญจริงๆ…



จาก “ความโกรธ : ปัญญาดับเปลวไฟแห่งโทสะ”
ของท่าน ติช นัท ฮันห์
แปลโดย ธารา รินศานต์


ความโกรธแท้จริงแล้วมิใช่เป็นโทษเพียงอย่างเดียว
มันทำให้จิตใจกล้าแกร่ง
ถ้ารู้จักประคบประหงม ดูแล ฟูมฟักมันเป็นอย่างดี
“ปมชีวิต” ก็มีผลต่อความโกรธ
เหตุการณ์หนึ่งๆจะมีผลต่อความรู้สึกแต่ละคนต่างกัน
ด้วยปมที่อยู่ในใจต่างกัน ความโกรธสามารถถ่ายทอดถึงกันได้
พ่อแม่ที่แสดงอาการโกรธหรือ เกรี้ยวกราด ลูกก็แสดงเช่นนั้น
และทำให้เข้าใจอีกว่า คนเรานั้นมักจะปล่อย
ให้เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขที่นอนสงบนิ่งอยู่ในจิตใจ
ได้แห้งเหี่ยวโดยไม่มีการรดน้ำให้ชุ่มชื่น
แต่กลับพยายามบ่มเพาะกล้าพันธุ์แห่งความทุกข์
ความไม่พอใจ ในสิ่งรอบข้างจนกลายเป็นอารมณ์แห่งความโกรธ
ที่เปรียบดังพันธนาการที่ผูกมัดตนเองอย่างเจ็บปวด

Permalink No Comments

แม่ขี้บ่น ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

Thursday 28 August 2008 at 21:57 (ธรรมะ ทำไม, แบ่งกันอ่าน) (, )


คัด ตัดตอนมาจาก หนังสือเล่มน้อยๆ
เหตุสมควรโกรธ ไม่มีในโลก”
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

แม่ขี้บ่น ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น
เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก
หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่
เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก
แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ

อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ
ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน
เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา
ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา

หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย
ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา
การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ

ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง
ใจก็คิดดี มีเมตตา
เห็นอกเห็นใจแม่
พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ

พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก
ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป
ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย
สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด
เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ

ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้
เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น

ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน
มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000
ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้
เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง
โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง
แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น
ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน
แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก

คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง
แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ
เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่
เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย
แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ
ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน
แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ
เราจะ…สกปรกน่าดู

เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ
เป็นคุณธรรมประจำใจ

เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี
และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร
ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่
ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ

เป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่

แม่ก็แค่.. คัดย่อเอาตอนที่ดีๆ

มาให้เด็กๆได้อ่าน ได้รับรู้บ้างเท่านั้นล่ะจ้ะ

Permalink No Comments