
รู้ทันอาการ “สมองเสื่อม”
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจร่วมกันสักหน่อยว่า
โรคสมองเสื่อมนี้ มีอยู่ได้หลายแบบ
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป
พูดง่ายๆ ว่า อัลไซเมอร์เป็นสมาชิกของโรคสมองเสื่อม
แต่โรคสมองเสื่อมไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป
สาเหตุอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ, โรคพันธุกรรม
หรือแม้แต่จากยาบางชนิดก็ได้ แต่ถ้าฟังแล้วยังงงก็ขอแบ่งง่ายๆ ว่า
สมองเสื่อมนี้อาจแบ่งได้เป็นแบบที่มีสาเหตุ
กับแบบที่สาเหตุยังไม่แน่ชัด ก็ได้
มีการทดลองที่น่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่ง
พบว่า หนูที่ถูกกระตุ้นให้เครียดเสียดแทงใจ
ด้วยไฟช็อตอยู่ตลอดเวลาจะพาให้เนื้อสมองต้องฝ่อเปื่อยไปด้วย
โดยเฉพาะในส่วนของความจำ ซึ่งเชื่อว่าไม่ต่างจากในคนที่เป็นโรคสมองเสื่อม
เป็นข้อพิสูจน์ว่าว่าความเครียดเกลียดโกรธนั้น
เป็นเหตุให้สมองเสื่อมได้จริง
แต่ทีนี้ว่าเสื่อมลงเร็วได้แค่ไหนในมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ยากจะรู้
แต่ก็ไม่สู้จะยากนักสำหรับนักวิทยาศาสตร์ช่างสังเกต
โดยดูจากนักโทษในค่ายกักกันของนาซีที่มีความเป็นอยู่สุดรันทด
ถูกกดดันว่าจะ ตายวันตายพรุ่ง ด้วยวิถีชีวิตสุดโหดเช่นนี้
ทำให้นักโทษที่ยังหนุ่มมีอายุเพียง 30 ปี
เกิดภาวะสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ขึ้นมาได้
ซึ่งนับว่าเป็นหลักฐานที่ช่วยไขปริศนาให้รู้ว่า
ความเครียดนั้นทำร้ายทำลาย สมองได้โดยตรง
และเร่งให้สมองคนหนุ่มแน่นเสื่อมลงได้
จนกลายเป็นเนื้อสมองฝ่อๆ ของคนแก่ได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

สำหรับท่านที่เป็นผู้บริหารระดับสูงหรือต้องใช้สมองมาก
รับผิดชอบสูง ก็อาจต้องลองนั่งคิดดูใหม่ว่าจะยังใช้วิธีบริหารแบบเดิม
เติมทุกข์เข้าใส่ ร่างกายหรือให้รู้จัก “ปล่อยวาง” บ้าง
ไม่สร้างสารเครียดให้ไปแช่อิ่มสมองล่วงหน้า
ไม่ต้องรอความชราเข้ามาหา โดยอาการเริ่มต้นของสมองแก่
หรือสมองเสื่อมที่เตือนมาให้เราสังเกตได้มีดังนี้
1. มีการเดินผิดปกติไป เช่นเดินขากางมากขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้
2. ความทรงจำเสียไป เริ่มจากความจำในปัจจุบันก่อน
แล้วค่อยกลายเป็นลืมความจำสมัยก่อน (อดีต)
คนแก่จึงชอบเล่าความหลังอย่างที่กล่าวกัน
3. ความเฉลียวฉลาดเสื่อมไป
4. มีพฤติกรรม อารมณ์เปลี่ยนไปก้าวร้าว ฉุนเฉียว
จนในที่สุดซึมเศร้าได้เมื่อเป็นมากขึ้น
5. เมื่ออาการคืบหน้าไปมากขึ้น จะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
ไม่สามารถออกจากบ้านไปไหนคนเดียวได้
จำเป็นต้องมีผู้อยู่ดูแล ช่วยเหลือใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา
อัลไซเมอร์ ถ้าเผลออาจ “ตาย” ได้
โรคสมองเสื่อมนั้นฟังดูเหมือนว่าไม่น่าจะทำอันตรายได้ถึงตาย
แต่ถ้าเป็นผู้ที่ได้ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ใกล้ชิดอยู่จะรู้ได้เลยว่า
ชีวิตของคนเป็นอัลไซเมอร์นั้นเสมือนอยู่บนเส้นด้ายที่บางสุด
ชีวิตอาจหยุดลงได้ในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง ด้วยว่าเมื่อปราศจากสมอง
ส่วนที่คอยคิดตัดสินใจแล้วหลายทีที่มีการตัดสินใจพลาด
อาจเกิดอุบัติเหตุกับตัวหรือกับผู้อื่นได้ เช่นการขับรถเอง
หรือการล้มศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย รวมถึงการเผลอ
หยิบยารับประทานเกินขนาดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่มักมียาประจำตัวถุงขนาดร่วมยากลางบ้าน
ดังนั้นถ้าอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะ “เผลอ” ไม่ได้ทีเดียว
แม้ว่าจะดูเหมือนว่าเขาเป็นคนปกติน่าจะไว้ใจให้ดูแลตัวเองได้
แต่ใครจะรู้ว่าอาการของสมองเสื่อมนั้น
อาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในชั่วขณะ
ยังกับราคาทองในปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงนั้นส่วนใหญ่
มักเป็นไปในทางแย่ลง ยิ่งถ้าไม่มีใครคอยดูแล
ปล่อยให้มีการ “กำเริบ” เช่นว่านี้ได้บ่อย ก็จะค่อยๆทำลายสมอง
ให้ย่ำแย่ลงไปอย่างที่ไม่น่าจะเกิดทีเดียวครับ
ป้องกันสมองเสื่อมได้ใช้ “ใจ” คุณเอง
การจะป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ให้มาแผ้วพานนั้น
หาใช่การเอาเครื่องดื่มอาหารเสริมมากินแต่เพียงอย่างเดียวไม่
หากต้องเข้าใจในหลักว่าสมองจะมีความสุขอยู่ได้ก็ด้วยปัจจัย 2 ประการคือ
1) มีอาหารดีมาเลี้ยง
2) เปี่ยมไปด้วยหวังและกำลังใจ
โดยทั้งสองประการนี้สำคัญพอกัน
แต่ข้อหลังค่อนข้างจะยากอยู่สักเล็กน้อย
เพราะโดยมากคนเรามักจะมีความสุขสดชื่นอยู่ได้
ก็เฉพาะเมื่อวัยหนุ่มสาวหรือ เวลามีความรัก มีความสมหวัง
ถูกจิต พอใจ แต่เมื่อความรักหรือความหนุ่มสาวนั้นหมดไป
ก็ทำให้ไม่มีสิ่งให้ใจยึดเหนี่ยว ทำให้กลายเป็นคนกราดเกรี้ยว
หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้ายไปเสียหมด
ดังนั้นถ้าเราไม่อยากเป็นเช่นว่าก็ต้องรู้ทัน
ไม่ให้ใจไปผูกติดอยู่กับสิ่งใด เลยนอกจาก “สติ” ของเราเอง
ด้วยสิ่งรอบตัวนี่หามีอะไรที่พอจะยึดได้ยากยิ่ง
เปรียบไปก็เหมือนยืนอยู่ใกล้ไม้หลักที่ปักอยู่บนพื้นเลน
ดังนั้นสิ่งที่จะพอเป็นหลักให้ใจของท่านยึดได้
ก็คือ “สติ” ที่รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะนี่เอง
โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

Permalink
No Comments

สมองฝั่งขวา : มีหน้าที่จินตนาการ, เกี่ยวกับความรู้สึก,
สัญชาตญาณ พูดง่ายๆ ก็คือ ถนัดการใช้จินตนาการ
เก่งเรื่องศิลปะและคิดค้น มักทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว
ว่ากันว่าสมองฝั่งขวาเป็นตัวควบคุมสัญชาตญาณ

สมองฝั่งซ้าย : มีหน้าที่คิดคำนวณ, วิเคราะห์, เหตุผล
ก็คือ ถนัดด้านภาษาและคำนวณ คิดเป็นเหตุเป็นผล
อิงกับวิทยาศาสตร์ คิดอะไรเป็นขั้นเป็นตอน
จัดการทุกเรื่องอย่างรอบคอบ และใช้เหตุผลก่อน

ทีนี้เรามาเริ่มทดสอบกันดูนะคะว่าใครจะใช้สมองซีกไหนในการรับ-ส่งข้อมูลกันบ้าง

Step 1 การประสานมือ : ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลจากภายนอก
ว่าใช้สมองฝั่งไหนรับข้อมูลกันแน่?
(การประสานมือ คือ การเอามือทั้ง 2 ข้างประกบกันเหมือนพนมมือ
แล้วกำนิ้วมือลงมาให้นิ้วแต่ละข้างไปอยู่บนหลังมือของอีกข้างหนึ่ง
ลักษณะคล้ายการเล่นวอลเล่ย์บอล)
ถ้าเรียบร้อยแล้ว มาดูผลกันดีกว่า
- คนที่ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวาอยู่ด้านล่างของนิ้วหัวแม่มือด้ายซ้าย
คือ คนที่ใช้สมองฝั่งขวาเป็นหลักในการรับข้อมูล
- คนที่ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายอยู่ด้านล่างของนิ้วหัวแม่มือ
ด้านขวา คือ คนที่ใช้สมองฝั่งซ้ายเป็นหลักในการรับข้อมูล

Step 2 การกอดอก: ความสามารถในการส่งข้อมูลออกไป
ว่าใช้สมองฝั่งไหนส่งข้อมูลกันแน่?
ถ้าเรียบร้อยแล้ว มาดูการตีความกันค่ะ
- คนที่เอาแขนขวาไว้ด้านล่าง คือ คนที่ใช้สมองฝั่งขวาเป็นหลักในการส่งข้อมูล
- คนที่เอาแขนซ้ายไว้ด้านล่าง คือ คนที่ใช้สมองฝั่งซ้ายเป็นหลักในการส่งข้อมูล

บางคนอาจจะสงสัยว่ามาเขียนเรื่องสมองทั้ง 2 ซีกทำไมกัน
ก็.. หากเรารู้ถึงความถนัดของตนเอง
หรือของคนใกล้ตัวเช่นลูก หลาน
ก็จะได้มีแนวทางในการสนับสนุน และส่งเสริม
ให้พวกเขาได้เดินถูกทาง
ให้ได้เรียนในสิ่งที่เขาน่าจะพัฒนาได้ดีกว่า
ที่จะให้ไปฝืนเรียนในสิ่งที่ “ไม่ใช่”
หรือหากเขาชอบในสิ่งที่เขาไม่ได้มีสัญญาณการบ่งบอกจากธรรมชาตินี้
ก็อาจจะใช้ผลการทดสอบนี้ ไปเสริมเพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนวิธีการของตัวเอง
เพื่อให้ได้ประโยชน์กับอนาคต และการใช้ชีวิตประจำวันต่อไป

ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่มี สิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็นอยู่ค่ะ
Permalink
No Comments

วันนี้ไปเจอบทความเกี่ยวกับ
“เทคนิคฝึกสมองไบรท์” เลยเอามาฝากค่ะ
(เผื่อจะช่วยบรรเทาอาการคนที่ตอนนี้เข้าขั้นโคม่า
)
ฝึกสมองไบรท์ด้วย 9 เทคนิค

โดย วนิษา เรซ
ผู้วชาญด้านอัจฉริยภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
1. จิบน้ำบ่อยๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์
เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง
ถ้าไม่มี น้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว
ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้า
หรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ

2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน
ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ
แนะนำให้ กินไขมันดีระหว่างวัน
จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย
ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน
นมถั่วเหลือง วิตามินรวม
น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ
ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว
ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ ช่วงที่มีคลื่น Theta
ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ
ทำให้สมองมี Mental Imagery
สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์
(ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)

4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม
เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด
ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น
ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ
เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริง
กับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน
ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา
เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรัก
และหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่
อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงาน
และเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯ
เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟิน
และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้
กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ
เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง
ทำให้เปลืองพลังงานสมอง
การให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน
ลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี
ขอบคุณที่มีสุขภาพดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ
เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก
พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา
ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย
มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ
สมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย
การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดิน
ยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่
สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์
การมีสมองที่ดีก็เหมือนกับทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้
แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน
ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี
คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

ขอให้มีความสุขกันทุกคนค่ะ

Permalink
No Comments
จากบทความของ Nikhil Swaminathan
ในเรื่อง” Monkey Think, Monkey Do–With a Robotic Arm “
ซึ่งเล่าถึงการให้อาหารตัวเอง โดยใช้แขนของหุ่นยนต์ป้อนให้
จากการสั่งของสมองของลิงเอง
ในการทดลองของนักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยพิตสเบิร์ก, สหรัฐอเมริกา
ทำให้รู้ว่า สมองนั้น ช่างทรงพลังเหลือเกิน

Animals control prosthetic limbs with their brains,
paving the way for humans to do the same
COURTESY : ANDREW SCHWARTZ, ET. AL
อ้างอิง http://www.sciam.com/article.cfm?id=monkeys-see-monkey-do-wit
Permalink
No Comments
สภาพสังคมที่สับสนวุ่นวายและตึงเครียด
มีส่วนชักนำให้สมองและความจำของคนเราด้อยศักยภาพ
ส่งผลให้ขาดประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงาน
เหล่านักวิจัยจาก ม.ขอนแก่น ที่มาร่วมงานประชุมวิชาการ
ระดับชาติครั้งแรกของประเทศด้านประสาทวิทยาศาสตร์
(The First National Conference on Neuroscience)
ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มี.ค.51 ที่ผ่านมา
มีคำแนะนำดีๆ สำหรับกระตุ้นการเรียนรู้และความจำมาฝากกันค่ะ
เมื่อสมองแจ่มใส จิตใจเบิกบาน
ความจำเป็นเลิศ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มั่นใจ
ไร้ความวิตกกังวล แต่สภาพสังคมในปัจจุบัน
ช่างเป็นอุปสรรคต่อการจดจำสิ่งต่างๆ
ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันเสียจริง
จนทำให้หลายๆ คนมีอาการหลงลืม
และพลาดเรื่องสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
กินแบบไหนช่วยให้สมองและความจำดีขึ้นได้
ผศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร
หัวหน้ากลุ่มวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ
และการเพิ่มประสิทธิภาพสมอง คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น
เผยว่าการทำงานของสมองนั้นเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท
โดยเฉพาะ อะซีทิลโคลีน (Acetylcholine)
ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพความจำของสมอง
ส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus)
และอาหารหลายชนิดมีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น
ในพืชผักจำพวกหอมหัวใหญ่ พริก ขิง เหล่านี้
มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มเซลล์สมองส่วนฮิปโปแคมปัส
และกระตุ้นการหลั่งอะซีทิลโคลีน ส่งเสริมให้ความจำดีขึ้นได้
สาระสำคัญในใบบัวบกช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมอง
ทำให้สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี สมาธิดี และความจำดีขึ้น
สารทอรีน (taurine) ที่พบเฉพาะในโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้น
ช่วยบำรุงสมองและจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเซลล์สมอง
ส่วนกรดโฟลิก (folic acid) ที่พบมากในผักใบเขียว
จำเป็นต่อการสังเคราะห์ดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยป้องกันไม่ให้ทารกที่เกิดมาพิการทางสมอง
ส่วนโอเมกา 3 (omega 3) ซึ่งพบมากในปลาทะเล
และเป็นสารสำคัญที่ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ
ช่วยลดการเกิดพังผืด (plaque) ในสมอง
และป้องกันอัลไซเมอร์ได้

“โดยทั่วไปหากกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ
ในแต่ละวันทำให้ร่างกายได้รับสารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพออยู่แล้ว
แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นเสริม
เช่น ในรูปผลิตเสริมอาหารชนิดเม็ดหรือแคปซูล
ก็ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้
เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น
เช่น โลหะหนัก หรือสารหนู” ผศ.ดร.จินตนาภรณ์ แนะนำ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ ค่ะ 
Permalink
No Comments
« Previous entries