ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

Saturday 29 November 2008 at 9:04 (ธรรมะ ทำไม) (, , , )


ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นี้เป็นความจริง อันไม่ตาย
คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง
แม้จะมีคนในสมัยหนึ่ง เกิดระแวงว่า
ทำไม คนทำชั่ว กลับร่ำรวยเร็ว
คนทำดี กลับยากจนลง
หรือเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากก็ตาม
ความจริง ก็ยังคงเป็นความจริงว่า
“ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว”
อยู่ตามเดิม ไม่โยกคลอน.

ทำดีได้ดีแน่ เพราะมันดี อยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง
และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ
แต่ที่มันจะได้เงินหรืออื่นๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วนหนึ่ง
แม้ทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน
มันชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง
ไปทำเข้า มันก็ชั่ว มาเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ
จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีกส่วนหนึ่ง
ฉะนั้น “ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว”
โดยไม่มีทางหลีกไปทางไหนพ้น.

ทำดีได้ดี และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น “เงินดี”
ทำชั่วได้ชั่ว และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น “เงินชั่ว”
เงินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของที่ดี เย็นอกเย็นใจ
เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น “ปีศาจ ผู้สูบเลือดมนุษย์”
ฉะนั้น แม้จะได้เงินมามาก ด้วยการทำชั่ว
ก็มีแต่จะยิ่งทำเจ้าของให้เป็น “ปีศาจ” มากยิ่งขึ้น ตามส่วนนั่นเอง.

ฉะนั้น ความจริง คงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า
“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
อยู่จนตลอดกัลปาวสาน เป็นอย่างน้อย.

๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๓

~ท่านพุทธทาส~

Permalink No Comments

ทำอย่างไร ให้ รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน (2)

Saturday 22 November 2008 at 15:49 (ธรรมะ ทำไม) ()


จากเรื่องที่เอามาฝากคราวที่แล้ว
…คุณเชื่อหรือไม่คะว่าเราเผลอใจอยู่บ่อยๆ จริงๆ


อย่า….อย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อ
ว่าเราเผลอไปได้บ่อยๆ อย่างที่เอามาบอกต่อ

จึงอยากจะชวนให้พากันมาทำให้แจ้งใจกันจริง ๆ ว่า

เราเผลอไปบ่อยจริงหรือไม่ โดยใช้วิธีต่อไปนี้คือ

ให้ตั้งใจตัวเองเอาไว้ว่า….
เอาละนับแต่นี้ต่อไป
ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใด ๆ ในระหว่างวันอยู่ก็ตาม
เราจะหัดตามรู้เพื่อจะได้ให้แจ้งใจว่าเราเผลอไปบ้างหรือไม่

การหัดตามรู้อย่างที่ตั้งใจไว้นี้
ให้หัดไปแบบรู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง ไม่ต้องจด ๆ จ้อง ๆ
แล้วก็ไม่ต้องทำเป็นเคร่งขรึมหรอกนะ
แต่ให้หัดตามรู้ไปด้วยจิตใจที่เบาสบาย นุ่มนวล
หรือจะพูดว่าตามรู้แบบหวาน ๆ ก็ได้

ถ้าใครตามรู้อย่างที่บอกไว้กันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ละก็
จะแจ้งใจเลยว่า อือ…ระหว่างวันเราเผลอไปได้จริง ๆ
แต่ช่วงแรก ๆ บางคนก็อาจไม่รู้หรอกว่าเราเผลอไป
หรืออาจเพียงรู้ได้ว่าเผลอไปแค่วันละไม่กี่ครั้ง
แล้วก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปเชียวว่า เราไม่เผลอหรอก
เราเผลอแค่ครั้งสองครั้งเอง
แต่อยากจะให้ตามรู้ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อจะดูว่า
ระหว่างวันเราเผลอไปได้บ่อย ๆ จริงหรือไม่

และหลังจากอ่านย่อหน้านี้เสร็จ
ถ้าเป็นไปได้ก็ขออย่าเพิ่งอ่านตอนถัดไปเลยนะ
หากจะอ่านต่อก็ขอให้อดใจรอสักหน่อย
หรือถ้ายังอ่านไม่ค่อยเข้าใจ ก็ให้อ่านได้ตั้งแต่ตอนแรกซ้ำก็แล้วกัน
แต่อย่าเพิ่งอ่านเกินย่อหน้านี้นะ
จนกว่าจะรู้สึกได้อย่างแจ้งใจว่า
ระหว่างวันเราเผลอไปบ่อยจริง ๆ ด้วย
แล้วจึงค่อย ๆ อ่านตอนต่อไป

แล้วค่อยมาติดตามอ่านตอนต่อไปกันนะคะ

ขอขอบคุณ อาจารย์สุรวัฒน์  เสรีวิวัฒนา อีกครั้งหนึ่งค่ะ

thanks

Permalink No Comments

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ

Thursday 20 November 2008 at 15:42 (From Forward MailS, ธรรมะ ทำไม) ()


มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ

1. นั่งสมาธิ อย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
อานิสงส์ เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

2. สวดมนต์ ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
อานิสงส์ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,
พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง

3. ถวายยารักษาโรค ให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์ - – ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า
ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา

4. ทำบุญตักบาตร ทุกเช้า
อานิสงส์ ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร
ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆ เกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์ เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ
สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน

6. สร้างพระถวายวัด
อานิสงส์ ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข
ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป

7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์ หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
อานิสงส์ ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่
ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
จิตเป็นกุศล

8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์ ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา
ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง

9. ปล่อยปลา ที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์
ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น
หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
เป็นอิสระ

10. ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์
ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม

11. ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์
ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง
จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน

12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8
อานิสงส์
ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษา

Permalink No Comments

ดีอย่างไร ถึงจะเรียกว่าเป็นคนดี

Saturday 15 November 2008 at 8:45 (ธรรมะ ทำไม, เขียนไปเรื่อย) (, )


คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า

คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน

คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน

คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

คนดี มิใช่ดี ที่มีทรัพย์

มิใช่นับ พงศ์พันธ์ ชันษา

คนดี ดีที่การ งานนานา

อีกวิชา ศีลธรรม นำให้ดี

คำกลอนแฝงคำสอนข้างบนได้ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมานานแล้ว

คิดว่าแทบทุกคนคงจะได้อ่าน หรือผ่านตากันมาแล้ว

ไม่ว่าใครก็อยากให้ลูกหลานของตนเป็น “คนดี” กันทั้งนั้น

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนในกลุ่มคนเหล่านั้นหรอกนะ

ที่ได้ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนคนใกล้ตัว

เพราะการเป็น”คนดี” ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


แม้จะไม่ยากนักสำหรับคนบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องของ “กฎแห่งกรรม”

หรือเรื่องของการ “ทำดีย่อมได้ดี ถ้าทำชั่วชีวีก็มีแต่ตกต่ำลง”

เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอนค่ะ

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ

มีผู้เฒ่าเล่ามาว่า เมืองไทยฟ้าต่ำ

ใครทำกรรมทำบาป ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า


ชาตินี้ผลกรรมปรากฏแน่


ลองติดตามดูจากข่าวรายวัน หรือจากคนใกล้ตัวก็ได้ค่ะ


หากทำชั่ว ไม่มีใครจะได้รับผลดีตลอดไปหรอกค่ะ

แม้ว่าในตอนนี้


ขณะนี้ เขาจะรุ่งเรืองอยู่ก็ตาม


อาจจะเพราะบุญที่ทำมาเก่าก่อนที่ประคับประคองเขาอยู่


แต่หากมีความชั่วพอกพูน บุญเก่าก็จะถูกกรรมชั่วกลบลบแน่นอน

สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดในชีวิตประจำวันของเราก็คือ

การแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่

ไม่ต้องวิ่งไปกราบกรานพระให้ครบเจ็ดวัดเก้าวัดหรอกค่ะ

หากแม้แต่พระในบ้าน ซึ่งคือพ่อ-แม่เราเอง ก็ยังไม่ใส่ใจดูแล

ไปทำบุญไหว้พระที่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

คิดว่า.. ไม่ได้ขัดเกลาจิตใจใครให้ดีขึ้นได้หรอกนะ

พระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมคำสอนไว้ว่า
“นิมิตตัง สาธุรูปานัง กะตัญญูกะตะเวทิตา”
ความกตัญญูรู้คุณ แล้วตอบแทนคุณท่าน เป็นเครื่องหมายของคนดี

วันนี้ พูดดี ทำดี กับคุณพ่อ คุณแม่แล้วยังคะ

Permalink No Comments

ความสุข 2 ชั้น

Monday 10 November 2008 at 7:55 (ธรรมะ ทำไม) (, )


ความสุข 2 ชั้น
(ธรรมะเดลิเวอรี่)
โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย
เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง

ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ  นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น
น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆคน
เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือ
ถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย
เช่นทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด
ทำงานที่ไม่ชอบ  โดนหัวหน้างานกดขี่
หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย
ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา
บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก
เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี
4 ตี 5 กลับถึงบ้านก็ 2 - 3 ทุ่ม
วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง
หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน
(รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ 10 กว่าชั่วโมงแล้ว
ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ
จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก ๆ

อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก
เคยถามเขาว่า
ไม่เบื่อเหรอ
เปิดประตูทั้งวัน
เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า
‘ไม่เบื่อหรอกครับท่าน
เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้
มันอยู่ที่ผม
ถ้าผมไม่เปิดประตู
ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ
อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่
ผมไม่ให้เข้าก็ได้…
แต่ผมให้เข้าครับ’
(แล้วไป)

อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย
เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร
มักเห็นเจ้าหมอนี่
ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น
ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่
เห็นความสำคัญของตัวเอง
จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข
(แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)

ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยม
ที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด

ถ้าเราเห็นหัวหน้าแล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงานแล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ

เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ
ก็จะประท้วงกัน
อยากทำงาน! อยากทำงาน!
ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว
ก็จงทำให้ดีที่สุด
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน
เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้
ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด
เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น

อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก
(ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง
ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า

งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน

ผลตอบแทนชั้นที่ 1 คือ
ตอนเงินเดือนออก
นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง

ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงาน
แค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเอง
ไปพร้อมกับงานได้
มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ
อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ 2 นั่นเอง

หนึ่งเดือน
คุณโยมอยากมีความสุขเพียง
1 ชั้น หรือ 2 ชั้น
ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย

เจริญพร…

Permalink No Comments

« Previous entries