Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!


กินอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องอดนอน

หนุ่มๆ สาวๆ รู้ดีว่าการอดนอนทำลายสุขภาพ
และความสดใสมากเพียงใด แต่บางครั้ง โดยเฉพาะช่วงสอบ
หรือต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนด เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่ต้องอดตาหลับขับตานอนกันอยู่บ้าง จริงไหมคะ

เมื่อรู้ตัวเนิ่นๆ หลายคนเลือกที่จะลด
หรือถึงขั้นงดอาหารเย็นไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ
ง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งนั่นอาจทำให้หมดแรงเอาดื้อๆ
วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับการกินอาหารที่จะช่วยให้สดใสได้
แม้ต้องอดนอนมาฝาก ลองทำตามวิธีการต่อไปนี้ดูค่ะ

อาหารมื้อเย็นสำคัญอย่างยิ่ง
ที่ช่วยให้เราอยู่ดึกได้โดยที่ไม่หมดพลัง
สำหรับคนที่อดนอน ควรกินอาหารจำพวกแป้ง
เช่น ข้าว และ ขนมปังในปริมาณน้อย
แต่ควรกินอาหารจำพวกปลา ผัก ผลไม้สด
ทดแทนในมื้อนี้เพื่อเพิ่มความสดชื่น
อย่างไรก็ตามหลังจากกินอาหารเหล่านี้ไปแล้ว
อาจรู้สึกหิวเร็ว ระหว่างนี้ให้กิน ผลไม้ หรือ โยเกิร์ต

แค่นี้ก็ช่วยรักษาพลังงานของร่างกายให้กระฉับกระเฉง
และไม่รู้สึกอ่อนเพลียแล้วค่ะ นอกจากกินถูกวิธี
การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมก็ช่วยได้นะคะ

ขอขอบคุณความรู้ดีๆ จาก นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 242 ค่ะ


แค่กระดาษติดก็แย่แล้ว
แต่พรินเตอร์อาจส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด


การศึกษาที่ออสเตรเลียจากเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ 62 เครื่อง
ที่ใช้งานประจำพบว่ามี 17 เครื่อง
ที่ปล่อยอนุภาคเล็กจิ๋ว ออกสู่อากาศเป็นจำนวนมาก
เอกสารยาวต่อเนื่องและภาพที่มีความละเอียดสูง
เป็นปัจจัยร้ายแรงที่สุด
อนุภาคนี้มีขนาดเท่ากับที่มากับควันบุหรี่
ไอเสียรถยนต์ และเข้าสู่ปอดได้

ดร.ริช เซค จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอเรนซ์ เบิร์กเลย์ กล่าวว่า
เทียนที่จุดอยู่และการหุงหาอาหารก็ทำให้เกิดละอองทำนองนี้
แต่เรายังไม่เข้าใจผลกระทบต่อสุขภาพ
จากการสูดอนุภาคจิ๋วเข้าไป
สิ่งที่เป็นไปได้คือ อนุภาคนี้มีส่วนเกี่ยวโยงกับ
ปัญหาทางเดินหายใจ โดยไม่รู้ว่าเนื่องมาจาก
ส่วนประกอบ ปริมาณหรือสิ่งใดของอนุภาคที่ทำให้ก่อปัญหา

เราควรโยนพรินเตอร์ทิ้งไปดีไหม
คำตอบคือคงจะไม่ แล้วจะมั่นใจเครื่องที่ใช้งานหนัก
อยู่ในห้องเล็กๆอับทึบได้ไหม
ได้สิ แต่คงต้องเอาใจใส่มันสักหน่อย
ยังต้องมีการค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ดังนั้น ตอนนี้ก็ไม่ต้องกังวลเกินเหตุ
อีกประการคือพรินเตอร์จะปล่อยอนุภาคเหล่านั้น
เฉพาะตอนกระดาษเลื่อนออกมา
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย
ควรขยับเครื่องไปอยู่ตรงที่อากาศถ่ายเทได้ดี

ข้อมูลจากสรรสาระ ฉบับเดือน มกราคม 2551


หากคุณนึกไม่ออกว่าลืมแว่นตาไว้ที่ไหน

หรือนึกชื่อเพื่อนร่วมงานคนใหม่ไม่ได้

แพทย์หญิงแซลดี เอส. ทัน

ผู้อำนวยการศูนย์โรคความจำ

โรงพยาบาลเบทอิสราเอล ดีโคเนส อธิบายว่า

“การหลงลืมในลักษณะนี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่า

ชีวิตของเรานั้นยุ่งเหยิงเกินไป จนขาดความใส่ใจ

ความจำจึงไม่แม่นยำ อีกทั้งยังมีปัญหาในการย้อนนึก”

แฮร์รี โลเรน ผู้เขียนหนังสือ จำแม่นในทุกอายุ

แนะนำว่าควรฝึกสมองให้มีความพร้อมอยู่เสมอ

“เราพยายามออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรง

แต่ถ้าสมองทำงานบกพร่อง

ร่างกายที่แข็งแรงก็คงไร้ประโยชน์”

บางคนใช้วิธีจดบันทึกอย่างเป็นระเบียบ

หรือบันทึกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาอย่างพีดีเอ

แต่ในยามที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้หรือต้องการฝึกสมอง

คุณอาจต้องพึ่งเคล็ดลับช่วยจำจากผู้เชี่ยวชาญดังต่อไปนี้

ฝึกสมอง #1

“เขาชื่ออะไรกันแน่”

ให้ความสนใจ เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่

จงตั้งใจฟังชื่อให้ดี แล้วสร้างภาพตัวสะกดชื่อของเขา

หรือถามไปว่า “ชื่อ วิรัตน์สะกดด้วย ช. ช้าง หรือ ตน์ ครับ”

จากนั้นพยายามผูกชื่อเข้ากับเรื่องราวเพื่อให้จำแม่นยิ่งขึ้น

(”ชื่อวิรัตน์เหมือนกับครูประจำชั้นสมัยมัธยมปลาย”)

เอ่ยชื่อเพื่อนบ่อยๆขณะสนทนาและก่อนลาจากกัน

สร้างภาพจากชื่อ สำหรับชื่อที่จำยาก (เช่น อภิชยมณี)

จงพยายามทำให้มีความหมาย เวลาพูดถึงชื่ออภิชยมณี

ให้นึกถึงพระอภัยมณี และนึกภาพไปด้วย

จากนั้นมองหาลักษณะเด่นของคนคนนั้น (คิ้วหนา จมูกโต)

แล้วสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชื่อกับใบหน้า

หากอภิชยมณีมีจมูกโต อาจลองนึกภาพพระอภัยมณี

นั่งเป่าปี่บนจมูกของเขา การสร้างเรื่องตลกจะช่วยให้จำแม่นขึ้น

สร้างภาพที่น่าจดจำ ลองนึกภาพนายชัยวัฒน์ อินทนนท์ตระกูล

ยืนอยู่บนยอดดอยอินทนนท์

ดร. กินี เกรแฮม สกอต ผู้เขียนหนังสือ เพิ่มพลังความจำภายใน 30 วัน

แนะว่า หากต้องการจำชื่อนางปทุมรัตน์ บัวสอนดี

ประธานบริษัทสถาปนิก ให้ลองนึกภาพเธอ

กำลังถอนสายบัวทำความเคารพอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่

ฝึกสมอง #2

พูดเตือนตัวเอง

ดร. สกอตแนะนำให้ใส่ใจกับเหตุการณ์

ขณะวางแว่นตาลงบนโต๊ะและพูดเตือนตัวเอง

อย่างเช่น  :smile: ฉันใส่กุญแจในกระเป๋าเสื้อคลุม  :smile:

การพูดย้ำทำให้เกิดความจำที่ชัดเจน

ฝึกให้เป็นนิสัย หาตะกร้าใบเล็กวางบนมุมโต๊ะ

ฝึกตัวเองให้วางกุญแจ แว่นตา โทรศัพท์เคลื่อนที่

หรือสิ่งของที่ใช้บ่อย (หรือลืมบ่อย) ในตะกร้าใบนี้ทุกครั้ง

ฝึกสมอง #3

“วันนี้ฉันต้องทำอะไรบ้าง”

เล่นกับความคุ้นเคย

แครอล วอร์เดอร์แมน ผู้เขียนหนังสือ สมองมหัศจรรย์

: 101 วิธีฝึกสมองให้เฉียบแหลมยิ่งขึ้น แนะว่า

หากต้องการเตือนตนเองให้ทำกิจวัตรเดิมๆที่คุ้นเคย

(เช่น เขียนบัตรอวยพร นำเสื้อไปส่งร้านซักรีด)

ควรใช้วิธีเตือนที่แปลกไปจากเหตุการณ์ปกติ

หากนำใบแจ้งหนี้มาวางไว้บนโต๊ะเช่นทุกครั้ง

คุณก็มักจะลืมไว้ตรงนั้นและพลาดชำระหนี้ในที่สุด

แต่ถ้านำกุญแจรถยนต์หรือผลไม้มาวางทับไว้

เมื่อสังเกตเห็นข้าวของอยู่ผิดตำแหน่ง

คุณจะนึกได้เองว่าต้องนำใบแจ้งหนี้ไปชำระเงิน

ร้องเป็นเพลง หากต้องจดจำรายการหลายอย่าง

(เช่น รายการซื้อของ หมายเลขโทรศัพท์ สิ่งที่ต้องทำในวันนั้น)

วอร์เดอร์แมนแนะให้นำมาร้องเป็นเพลงที่คุ้นเคย

เช่น เพลงสุขสันต์วันเกิด หรือเพลงของเด็กอนุบาล

หาเครื่องช่วยจำ ใช้วิธีสร้างประโยคที่จำง่าย

หรือใช้ตัวย่อ เช่น สีทั้งเจ็ดของรุ้งกินน้ำคือ

แม่คนนี้ขาวเหลืองสวยดี (ม. ค. น. ข. ล. ส. ด.

เท่ากับม่วง, คราม, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, แสด, แดง)

ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ หากต้องการจดจำรายการซื้อของ

หรือสิ่งที่ต้องทำโดยไม่ใช้กระดาษกับปากกา

ดร. สกอตแนะให้ใช้อวัยวะในร่างกายเป็นเครื่องช่วยจำ

เริ่มจากเท้าขึ้นมาจนถึงศีรษะ หากรายการซื้อของประกอบด้วยกาว,

อาหารแมว, บรอกโคลี, เนื้อไก่, องุ่น และแปรงสีฟัน

ให้ลองสร้างภาพขึ้นในใจว่าเท้าของคุณเหยียบติดกาว

มีแมวเกาะบนหัวเข่าร้องหาอาหาร บล็อกโคลี่ งอกออกมา

จากกระเป๋ากางเกง เนื้อไก่ติดอยู่กับสะดือ

พวงองุ่นห้อยอยู่บนหน้าอก และปากคาบแปรงสีฟัน

วิธีแบบโรมัน ดร.สกอตแนะให้ใช้ วิธีห้องโรมัน

ซึ่งเป็นการสร้างความเกี่ยวข้องระหว่างรายการซื้อของ

หรือสิ่งที่ต้องทำกับสิ่งของในห้องที่คุ้นเคย ที่ทำงาน

หรือเส้นทางไปทำงาน การสร้างภาพความสัมพันธ์

ที่แปลกประหลาดจะช่วยให้จดจำแม่นขึ้น

เช่น ลูกแอปเปิลห้อยมาจากโคมไฟระเบียง

ธัญพืชอบกรอบกระจายอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

ฟองแชมพูลอยอยู่เต็มห้องครัว และมีเนยแข็งอยู่บนเตียง

ฝึกสมอง #4

รหัสผ่านของเว็บไซต์นี้คืออะไร

สร้างภาพจากตัวเลข จินตนาการภาพ

ตามรูปร่างของตัวเลข 0 คือลูกบอล

หรือแหวน, 1 ปากกา, 2 หงส์, 3 กุญแจรัดข้อมือ, 4 เรือใบ,

5 หญิงตั้งครรภ์, 6 กล้องยาสูบ, 7 บูมเมอร์แรง, 8 ตุ๊กตาหิมะ

และ 9 ไม้เทนนิส หากรหัสบัตรเงินสดของคุณ

คือตัวเลข 4298 ให้ลองนึกภาพว่าคุณอยู่บนเรือใบ (4)

มีหงส์ (2) ตรงเข้ามาทำร้าย คุณจึงตีมันด้วยไม้เทนนิส (9)

แล้วเสกให้เป็นตุ๊กตาหิมะ (8) รับรองได้ว่าภาพแบบนี้ลืมยาก

คำพ้องเสียง หากคำที่พ้องเสียง กับตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 9

(เป็ด หมายถึง 7, จิ้งจก หมายถึง 6)

จากนั้นให้สร้างเรื่องราวจากคำพ้องเสียง

เช่น พี่ (4) ของฉันกินเป็ด (7) เพื่อฉลอง (2) ที่ได้ลูกแฝด (8)

ฝึกสมอง #5

“คำพูดติดอยู่ที่ปลายลิ้น”

ฝึกท่องพยัญชนะ ก ข ค…

หากคุณนึกชื่อภาพยนตร์ไม่ออก ให้ท่องพยัญชนะ

(ออกเสียงหรือท่องในใจ) ตามลำดับ เมื่อถึงอักษร ส

ชื่อของภาพยนตร์ “สุริโยทัย” จะถูกกระตุ้นขึ้นมา

ในความคิดของคุณโดยอัตโนมัติ

เคล็ดลับข้อนี้ใช้ได้ดีในห้องสอบเช่นกัน

ฝึกสมอง #6

“ฉันจำเรื่องราวต่างๆไม่ได้เลย”

จงอ่าน พูด เขียน (หรือพิมพ์) และฟัง

หากคุณต้องการจดจำเรื่องราวหรือปาฐกถาต่างๆ

จงอ่านหรือพิมพ์เนื้อเรื่องในคอมพิวเตอร์

ขั้นต่อไป ให้อ่านออกเสียงดังๆและบันทึกไว้

แล้วเปิดฟังซ้ำวันละหลายรอบ

ขณะคุณท่องจำ อย่าลืมปิดโทรทัศน์

ถอดหูฟังเครื่องเล่นเอ็มพี3

และปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสมาธิ

ใช้สี ใช้ปากกาสีขีดเส้นใต้

หรือวงข้อความสำคัญต่างๆที่อยากเน้นเป็นพิเศษ

(เนื้อหาที่ขีดเส้นใต้สีแดงมักทำให้คุณจำแม่นกว่าตัวอักษรทั่วไป)

สร้างแผนที่ สร้างภาพสี่แยกในใจ

โดย นำข้อความ คำพูด หรือตัวเลข

ที่จะช่วยเตือนความจำใส่ไว้ตามมุมถนน

ส่วนหนึ่งจาก “ฝึกทักษะให้สมอง”

นิตยสารสรรสาระ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2551


เพราะช่วงนี้ เจอแต่คนไม่สบาย

ไม่ว่าจะเป็นลูก หรือเพื่อนสาว

เจ้าแฝดคนกลางมีอาการอาหารเป็นพิษ

เพราะแม่พาไปเดินซื้ออาหารในงานเทศกาลอาหาร

แถวๆ โรงแรมเจ.บี. มา เมื่อเย็นวันเสาร์

เจอหอยชักตีนนึ่งอยู่ในซึ้ง เลยซื้อมากินด้วยความดีใจ

เพราะเธอชอบกินมาตั้งแต่ไปเที่ยวภูเก็ตมาหลายครั้งแล้ว

คราวนี้มาขายถึงที่นี่..ไม่ซื้อไม่ได้แล้วล่ะ

หอยชักตีน

เขาขายกล่องละ 60.-

มีอยู่ไม่กี่ตัว เลยให้เขาตักมา 100.- ได้เยอะหน่อย

ไม่ทันถึงบ้าน เจ้าแพมก็จัดการจิ้มหอยกินตั้งแต่อยู่ในรถ

อีก 2 คนก็กินด้วยกัน ส่วนแม่ต้องขับรถแต่ก็มีคนป้อนให้ 1 ตัว

กินแล้วก็บอกลูกว่ากลิ่นมันไม่ค่อยจะดีแล้วนะลูก

อย่ากินเลย เดี๋ยวท้องเสีย - ก็ไม่เชื่อกัน :mad:

กลับถึงบ้าน รู้สึกว่าจะมีแพมนี่แหละที่กินเยอะกว่าใครเขา

คนอื่นๆ เขากินปลาหมึกตัวใหญ่กันมากกว่า

ผล… วันรุ่งขึ้น เจ้าแพม อาเจียน + ไข้ขึ้น

เลยต้องพาไปหาหมอที่ ร.พ. กรุงเทพ

หมอยังวินิจฉัยไม่ได้ว่าเป็นอะไร ไข้ขึ้นเกิดจากอะไร

ให้รอดูอาการไปก่อน อีก 2 วันค่อยไปหาหมอใหม่

แต่คืนนั้นอาการท้องร่วงก็ปรากฏช่วง ตี 2 กับ ตี 4

เช้าวันจันทร์เลยไปโรงเรียนไม่ได้ .. จนถึงวันพุธ

เพิ่งไปโรงเรียนไหววันนี้เองค่ะ

แต่ขอโทษ.. แม่ก็ยังไม่ได้พักผ่อนอีกอยู่ดี

เจ้าแฝดคนเล็กไข้ขึ้นอีกคน

เมื่อคืนนี้ให้กินพาราไปแล้ว 2 เม็ดก่อนนอน

นึกว่าไข้ไม่สบายธรรมดา

ที่ไหนได้..เช้านี้ตัวร้อนจี๋ แม่ต้องเช็ดตัวให้

แล้วเอาตัวขึ้นรถไปหาหมอทันที

หมอตรวจแล้วบอกว่าคออักเสบมาก

ควรพักสัก 2 วัน ..

เฮ้ออออ.. ต้องขาดเรียนอีกคนแล้ว

อีกไม่กี่วันก็จะสอบปลายภาคแล้วด้วย :roll:

เจ้าคนเล็กนี่มีประวัติขักเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ

เพราะแม่ประมาทเกินไป ไว้ใจให้อยู่กับพี่เลี้ยง

แถมไม่ใช่พี่เลี้ยงธรรมดาหรอกนะ เป็นคนจากศูนย์เลี้ยงเด็ก

ที่คุณย่าอุตส่าห์จัดหาจัดจ้างมาจากกทม.

(ศูนย์ที่เขาอบรมให้คนธรรมดาๆเป็นคนช่วยดูแลหรือพยาบาลคนชรา

หรือเลี้ยงดูเด็กเล็กโดยเฉพาะ แล้วคิดเงินแพงๆ )

อัตราค่าจ้างคนละ 8,000.- ต่อเดือน

ค่าแรงงานวันหยุด (ถ้าเขาไม่หยุด) วันละ 400.-

วันนั้นน้องพิ้งค์เป็นไข้สูง ก็ได้กำชับกับพี่เลี้ยงเขาแล้ว

ว่าแม่ต้องไปออฟฟิส ให้เช็ดตัวน้องบ่อยๆด้วย

ที่ไหนได้.. พอกลับเข้ามาดูลูกตอนบ่าย

คุณเธอนั่งเม้าท์โทรศัพท์กับเด็กผู้ชายอายุ 17 ที่ทำงานเป็นช่างไฟข้างบ้าน

(ปัจจุบันเขาตกเป็นสามีของเธอเรียบร้อยนานแล้ว)

พอเห็นแม่เดินขึ้นบันไดมา ก็กดโทรศัพท์วางแทบไม่ทันแล้ววิ่งเข้าห้องดูน้อง

..เกือบไม่ทันแน่ะ ถ้าแม่ไม่ว่องไว พิ้งค์คงกัดลิ้นตัวเองไปแล้ว

ตัวลูกร้อนมาก ตาเริ่มจะเหลือกแล้ว

แม่รีบเอาผ้าอ้อมพันช้อนแล้วง้างปากลูกให้คาบไว้

แล้วถอดเสื้อผ้า เอาผ้าเช็ดตัวทันที

หลังจากนั้นก็อุ้มลูกวิ่งลงบันได

ทั้งๆ ที่เปลือยๆนั่นแหละ ( ลูกค่ะ.. ไม่ใช่แม่.. :oops: )

สั่งพี่เลี้ยงที่ยืนเซ่ออยู่วิ่งตามลงมาเดี๋ยวนั้น

แล้วให้อุ้มน้องไว้ เพื่อที่แม่จะได้ขับรถถนัดๆ

และซิ่งไปโรงพยาบาลราษฎร์ยินดีทันที

ตั้งแต่บัดนั้นจนถึง 6 ขวบ

แม่ต้องคอยเฝ้าระวังน้องพิ้งค์ทุกครั้งที่มีไข้

เธอจะมียาประจำตัวไว้ให้กินตอนที่มีไข้สูง

จำชื่อยาไม่ได้แล้วซี เรียกแต่ยากันชัก

ยานี้พิ้งค์กินแล้วเพี้ยนไปเลย

เดิมลูกจะไม่พูดเยอะเหมือนอีก 2 แฝด

แต่พอกินยานี้เข้าไปแล้ว

เธอจะแปลงร่างเป็นเด็กพูดเยอะ อยู่ไม่นิ่ง

ไม่ก็จะร้องเพลง แทบจะตลอดเวลา

ตลกมากๆเลยค่ะ

ที่ตลกออก คงเป็นเพราะลูกหายป่วย

แต่หากไม่สบายบ่อยๆ แม่ก็คงจะตลกไม่ออกหรอกนะ

ฮู่….

รักษาสุขภาพกันหน่อยค่ะ

ช่วงนี้ อากาศก็เพี้ยน คนก็เครียด ยุงก็เยอะ

ใส่ใจสุขภาพกันบ้างเน้อ ..


ไม่เป็นไร ไม่ต้องอาย

มีวิธีแก้ไขค่ะ

ว่าแต่ว่า .. เชื่อหรือไม่

ว่างานนี้ น้ำที่คั้นจากแตงกวาช่วยท่านได้

เมื่อต้องชูแขนโบกไม้โบกมือ หรืออยากใส่เสื้อเปิดไหล่ตัวสวยรับหน้าร้อน

ทุกอิริยาบถคุณเคลื่อนไหวด้วยความมั่นใจเต็มร้อยหรือเปล่า

ความหมองคล้ำของผิวใต้วงแขนทำให้หลายคนกังวล

ปัญหานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การใส่เสื้อที่คับแน่นเกินไป

เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสีกับผิว การมีเหงื่อออกมาก การโกนขนรักแร้

การหมักหมมของเซลล์ที่ตายแล้ว การใช้เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

ที่มีสารเคมี แอลกอฮอล์และน้ำหอมที่แรงเกินไป แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

ประเภทมีสารไวท์เทนนิ่งที่เราพึ่งพาอยู่ก็ตาม

หากลองมาหลายวิธีแล้วแต่ไม่ดีขึ้น

ลองสูตรธรรมชาติต่อไปนี้ดูค่ะ

สูตรนี้มีน้ำแตงกวาเป็นพระเอก

เพราะน้ำแตงกวามีเอนไซม์ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่หยาบกร้านให้หลุดออกไป

ทั้งยังช่วยทำให้เซลล์ผิวใหม่ที่เกิดขึ้นมาแทนที่อ่อนนุ่ม

มาลงมือทำกันเลยดีมั้ยคะ

สิ่งที่จะต้องเตรียม

น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำแตงกวาคั้นสด 1 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

ผงขมิ้น 1/2 ช้อนชา

ก่อนอื่นต้องอาบน้ำให้สะอาด

หลังจากอาบน้ำ เช็ดตัวให้แห้ง

ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดบริเวณรักแร้เป็นวงกลม

หลังจากนั้นผสมน้ำแตงกวาคั้นสด น้ำมะนาว ผงขมิ้น คนผสมให้เข้ากัน

ทาทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด เช็ดให้แห้ง

ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ผิวคล้ำใต้วงแขนก็จะค่อยๆ จางลง

เมื่อความมั่นใจกลับมา ก็สนุกได้อย่างใจค่ะ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากนิตยสารชีวจิตฉบับที่ 235 ค่ะ