Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!
หัวใจ Y napa 8, November


“โรคหัวใจ” ทำให้ประเทศชาติ
สูญเสียทรัพยากรน้ำ(ตา)
ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
“โรคหัวใจ”
เป็นบ่อเกิดของความแตกแยก
หย่าร้าง
ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย
การรักษาโรคตามอาการ
ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
ทางดีที่สุดคือการป้องกันหัวใจไม่ให้เป็นโรค

ขณะที่โรคหัวใจวายอาจเป็นสาเหตุของความตายอันดับต้นๆ
อาการ ‘ หัวใจ Y’
กลับทำให้สดชื่นแจ่มใส
หัวใจ Y (Y = Young)
คือหัวใจที่เป็นหนุ่มสาวเสมอ
ไม่รู้เหนื่อย
ไม่รู้แก่

ต่อไปนี้คือเทคนิครักษาสภาพหัวใจ
ของคนที่รักกัน
เคยรักกัน
และ/หรืออยากรักกันมากขึ้น
(สามารถเลือกใช้ได้มากกว่าหนึ่งวิธี)

1 เทคนิคใช้ความอุ่น
(Heart Warming)

เป็นเทคนิคโบราณ
เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ยังไม่ล้าสมัย
เทคนิคนี้เน้นการให้ความอบอุ่น
กับคนรักอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เช่น
ก่อนแต่งงานเคยมอบกุหลาบแดงแก่คนรัก
หลังแต่งงานแล้วห้าปีสิบปี
ก็ยังมอบให้ตลอดเรื่อยๆ
(ไม่มีข้ออ้างราคาดอกไม้สูงขึ้นกี่เปอร์เซนต์)
ก่อนแต่งงานไปรับส่งแฟน
หลังแต่งงานก็ยังไปรับส่ง
(ไม่มีข้ออ้างเรื่องไม่ว่าง)

เทคนิคนี้เป็นหลักสำคัญ
ของการถือไม้เท้ายอดทองถือกระบองยอดเพชร

2 เทคนิคเปลี่ยนหัวใจ
(Heart Transplant)
การเปลี่ยนหัวใจนี้ทำได้ง่ายมาก
นั่นคือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ไม่ทำในสิ่งที่เรารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบ
ถ้าทั้งสองฝ่ายรู้จักคิดถึงหัวอกกันและกันสม่ำเสมอ
จะไม่มีความบาดหมางใดๆ มากวนใจ

อนึ่งอัตราการป้องกันโรคหัวใจด้วยเทคนิคนี้
สูงถึง 99.25 เปอร์เซนต์

3 เทคนิคการทำบายพาส
(Bypass Surgery)

ในกรณีที่ท่านประสบอุปสรรคในชีวิตคู่
ให้ปล่อยเรื่องไม่ดีผ่าน (Bypass) ออกไปเสีย
อย่านำเรื่องไม่ดีเข้าบ้าน
ไม่เอาเรื่องไม่ดีของคนรักไปโพนทะนา
เทคนิคนี้รวมถึงการไม่นินทาชาวบ้าน

อัตราการป้องกันโรคหัวใจด้วยเทคนิคนี้
สูงถึง 98.5 เปอร์เซนต์

4 เทคนิคการทำบอลลูน
(Heart Balloon)
ชีวิตเราต้องเจอเรื่องไม่ดีแทบทุกวัน
เทคนิคนี้สอนให้เรารู้จักปล่อยวาง
สิ่งร้ายๆที่เกิดขึ้นแล้วก็แก้ปัญหาเสีย
เรียนรู้จากประสบการณ์แต่ไม่เก็บไว้ในใจข้ามปีข้ามชาติ
รู้จักลอยตัวให้เบาสบายเหมือนลูกบอลลูน

5 เพิ่มระดับความหวาน
(Heart Glucose)
แปลกแต่จริง
ความหวานไม่มีผลเสียต่อหัวใจ
เหมือนต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ
จงเติมความหวานเข้าไปในหัวใจให้สูงเข้าไว้
เอ่ยคำว่า ‘ รัก ‘ ต่อคนรักบ่อยเท่าที่ต้องการ
(อย่างน้อยวันละครั้งก่อนหรือหลังอาหารหรือก่อนนอน)

เชื่อเถิด
กระทรวงสาธารณสุขทั่วโลกรับรองมาแล้วว่า
เทคนิคนี้ไม่มีอันตรายอย่างแน่นอน

6 นวดหัวใจด้วยการสัมผัส
( Touching)
การสบตากัน
การแตะมือเบาๆ
การกอดกัน ช่วยทำให้หัวใจมีคุณภาพดีมาก
จากการทดสอบคู่สมรส14,216 คู่ จากเจ็ดทวีป
พบว่าการสัมผัสเบาๆแต่อบอุ่นทำให้หัวใจวาบหวามดื่มด่ำ
ช่วยให้ร่างกายเพิ่มสารเอนโดรฟิน
สบายกายสบายใจขึ้นมาก

7 ลดระดับคาร์บอนไดออกไซด์แก่หัวใจ
ไม่ใช้คำหยาบ ไม่กระฟัดกระเฟียด
ไม่แดกดัน ไม่ตีวัวกระทบคราด
ไม่พูดเรื่องไม่เป็นมงคล
มองโลกในแง่ดี
จะทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะดี

8 เพิ่มออกซิเจนเข้าหัวใจ
หัวใจต้องการสารอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์
ออกซิเจนก็คือ ลมปากหวานหู
รู้จักง้อบ้าง
เทคนิคนี้ช่วยป้องกันลิ้นหัวใจรั่ว

9 การช็อคหัวใจ ( Shock Technique)
บางครั้งช็อคหัวใจของอีกฝ่ายที่เรียกว่า
‘เซอร์ไพรส์ ‘ เช่นพาไปกินอาหารนอกบ้านในที่แปลกๆ
พาไปฟังดนตรี ตลอดจนทำกิจกรรมที่ไม่จำเจร่วมกัน

10 การกระตุ้นหัวใจด้วยเสียง
( Sound Therapy)
โทรศัพท์หาคนรักบ้าง
(แม้ไม่ถี่เท่าก่อนแต่งงาน)
เพิ่มการใช้เสียงกระซิบ ลดการออกเสียงกระชาก

นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แจ้งแล้วว่า
การลดระดับเสียงลงเพียงไม่กี่เดซิเบลต่อวัน
ช่วยทำให้ชีวิตคู่ดีขึ้นมาก

11 เทคนิคแยกหัวใจ
( Absence Technique)
แยกทางกันบ้าง
การไม่เจอหน้ากันตามสมควรทำให้คิดถึงกันมากขึ้น
(ที่ฝรั่งว่า Absence makes the hearts grow fonder)
เทคนิคนี้พิสูจน์แล้วว่าทำให้หัวใจโหยหากันและกันอย่างเห็นได้ชัด

12 เทคนิควางใจ (Trust)
ลดความระแวง
ไม่ต้องตามเช็กว่าไปไหน
ไม่ต้องแอบตรวจเสื้ออีกฝ่ายว่ามีร่องรอยลิปสติกไหม
ไม่ต้องจ้างนักสืบ
ไม่ต้องฯลฯ
วิธีนี้ป้องกันโรคหัวใจรั่วชะงัด

13 เทคนิคบ่มหัวใจ
( Aging Process)
ไม่เฉพาะแต่ไวน์ที่บ่มยิ่งนานยิ่งดี
หัวใจก็เช่นกัน คนรักกันไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม
ไม่ควรผลีผลาม เพราะความรู้สึกที่เราเชื่อว่าเป็นรัก
อาจเป็นเพียงความหลงใหลชั่วคราว

ใครจะเลิอกวิธีไหนไปใช้ หรือจะใช้หมดทุกวิธีก็ได้นะคะ
ความสุขในหัวใจจะได้เกิดขึ้นมากมาย และเพียงพอที่จะแบ่งปันให้กับผู้คน
ทั้งที่อยู่รายรอบตัว และเพื่อผู้อื่นที่พบแต่กับความ “ขาด” ด้วยค่ะ


ต่อไปนี้คือ 12 วิธีที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์

ว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพบคู่รักที่เหมาะเจาะที่สุดสำหรับคุณ

(ใช่แล้ว นักวิชาการได้รับการว่าจ้างให้ทำการวิจัยศึกษาเรื่องความดึงดูดใจ

ระหว่างคน สองคน หรือที่เราเรียกกันว่าความรัก)

การค้นพบนี้ลบล้างความเชื่อแบบนิยายรักหวานชื่นที่เคยมีมา

ตั้งแต่เรื่องแรงดึงดูดของคนที่ตรงข้ามกัน

หรือที่ว่ายิ่งห่างก็ยิ่งรัก ขณะเดียวกันก็พิสูจน์ความเชื่ออื่นๆ

ที่น่าจะเป็นจริงด้วย

คู่กันย่อมคล้ายคลึง

มองหาคนที่คล้ายคุณมากที่สุด

เพราะเป็นไปได้ว่าเขาหรือเธอก็กำลังมองหาคุณเหมือนกัน

เรานิยมคู่ที่มีภูมิหลังคล้ายๆกัน มีความสนใจคล้ายกัน

มีค่านิยมความเชื่อคล้ายกัน เพราะสิ่งนั้นจะพิสูจน์มาตรฐานของตัวเราด้วย

ยิ่งกว่านั้น ธรรมชาติจะดึงเราไปหาคู่ที่หน้าตาคล้ายเรา

เซอร์ฟรานซิส กัลทัน นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ

สนใจปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว

และนับแต่นั้นมา มีผลการวิจัยมากมาย

ยืนยันเรื่องความคล้ายกันระหว่างคู่รักหลายคู่

ใกล้ตัวใกล้ใจ

ลืมเรื่องรักทางไกลไปได้เลย นี่คือกฎเหล็กอีกข้อ

วางตัวให้อยู่ใกล้บุคคลที่เป็นเป้าหมายรักของเราเข้าไว้

ไม่ว่าเป็นโต๊ะทำงานที่ใกล้กัน หรือบ้านซอยถัดไปก็ตาม

เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้พบกันอยู่เรื่อยๆ นี่จะช่วยได้มาก

เพราะยิ่งเราเจอเขาบ่อยขึ้นเท่าไร เราก็จะชอบเขามากขึ้นเท่านั้น

(นอกเสียจากว่าเราจะไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรก ในกรณีนี้ผลอาจเป็นตรงกันข้าม)

นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเรามักจะลงเอยกับเพื่อนร่วมงานหรือหนุ่มสาวข้างบ้าน

เผยใจให้รู้แจ้ง

เลิกทำตัวเข้มแข็งและเงียบเฉยไปเลย

เพราะ ดร. อาเทอร์ แอรอน นักจิตวิทยาสังคม บอกว่า

สิ่งที่เร้าอารมณ์นั้น ก็แค่การได้รู้ว่ามีใครบางคนกำลังสนใจคุณอยู่

ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีต่อตัวเองจนเผื่อแผ่ออกมาเป็นความรู้สึกดีๆ

ต่ออีกฝ่ายด้วย เราจะให้ความอบอุ่นต่อคนที่ชื่นชมเรา

ดังนั้น การที่รักใครแต่กลับเก็บงำความรู้สึกไว้อย่างนิยายน้ำเน่า

จึงไม่ค่อยได้ผลใน ชีวิตจริง

ดวงตามันฟ้อง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่นักรักมักจะพูดถูกก็คือ

สิ่งที่เราเรียกว่า “รักแรกพบ” อาจมีอยู่จริง

กล่าวคือ ถ้าคู่ไหนมองตากันนานเท่าไรเวลาพบกัน

คู่นั้นก็จะยิ่งชอบคนที่ตัวเองมองมากขึ้น

ถ้าคุณมีรูม่านตาที่เปิดกว้างก็ยิ่งเป็นข้อดี

เพราะนั่นคืออวัยวะที่ดึงดูดใจมากที่สุด

ผลวิจัยโดยเอกคาร์ด เฮสส์ อาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา

มหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่า เมื่อให้กลุ่มทดสอบดูรูปเพศตรงข้าม

สองภาพ ซึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน ทุกอย่างยกเว้นขนาดม่านตา

รูปคนที่มีรูม่านตาใหญ่กว่าหรือพูดง่ายๆว่าตาโต

ได้รับเลือกให้เป็นรูปที่มีเสน่ห์มากกว่าถึงสองเท่า

แม้กลุ่มทดสอบจะดูเรื่องขนาดม่านตาไม่ออกเลย

รูม่านตาที่ขยายกว้างคือสัญญาณของความตื่นเต้นเร้าใจที่รุนแรง

ภาษากาย

ไม่รู้จะใช้มายาเล่มเกวียนไหนแล้วใช่ไหม

ลองกลับมาดูที่ภาษากายดีกว่า นี่คือรูปแบบของการสื่อสาร

ที่ไม่ใช้คำพูด แต่เข้าใจกันได้ทั้งสองเพศ

ภาษากายที่เห็นได้ชัดที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด

ก็คือ แค่จ้องตาอีกฝ่ายและยิ้ม

จากนั้นก็จะมีท่าทาง “แต่งองค์ทรงเครื่อง”

อย่างเช่น เล่นผมตัวเอง เป็นต้น

ตามคำบอกเล่าของอัลลัน พีซ

ผู้เขียนหนังสือ ยอดคู่มือภาษากาย

(The Definitive Guide to Body Language) กล่าวว่า

สิ่งที่เร้าอารมณ์ผู้ชายได้ดีก็คือท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามของผู้หญิง

ซึ่งรวมถึงการเผยให้เห็นจุดอ่อนไหวในร่างกาย

เช่น ข้อมือหรือช่วงคอ รวมทั้งท่านั่งไขว้ขา

สังเกตได้จากท่วงท่าเด็ดของเจ้าหญิงไดอานาผู้ทรงเสน่ห์

ก็คือท่านั่งไขว้ขา และสอดเท้าของขาบนไว้ใต้น่องล่าง)

ส่วนผู้ชายก็จะทำให้ตัวเองดูเด่นขึ้น

จากการนั่งแผ่กินที่และอ้าขาทั้งสองออกกว้าง

เผยให้เห็น “หว่างขา” โดยที่นิ้วหัวแม่มือสอดไว้ในกระเป๋า

และนิ้วชี้ชี้ไปที่อวัยวะเพศของตัวเอง

(ท่านี้ใช้ได้สำหรับไมเคิล แจ็กสันอยู่พักใหญ่)

แต่งตัวสวยสะ

ลืมที่แม่เคยสอนไว้เรื่องความงามจากภายในได้เลย

เกือบทุกคนบนโลกจะมองว่าคนที่ดูดี ฉลาด เซ็กซี

จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ดูธรรมดาๆ

ตามมุมมองของนักทฤษฎีวิวัฒนาการสังคม

เราให้คุณค่าต่อคุณลักษณะบางอย่างที่ช่วยเพิ่มโอกาส

ในการสืบทอดเผ่าพันธุ์ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมชายถึงชอบหญิงที่อายุน้อยกว่า

มีผมยาวเป็นเงางาม และมีขนาดสะโพกใหญ่กว่าเอวประมาณหนึ่งในสาม

(ทั้งหมดนี้เป็นตัวบ่งบอกถึงความเยาว์วัย สุขภาพ

และความสมบูรณ์พร้อมของร่างกายที่จะมีลูก)

ส่วนหญิงจะชอบผู้ชายที่สูงกว่าอายุมากกว่า

เพราะพวกเขามีแนวโน้มจะมีทุกอย่างพร้อมที่เอื้อต่อการมีลูก

เลือกคำพูด

ความแตกต่างทางเพศที่กล่าวมาข้างต้น

สะท้อนถึงการใช้คำในการโฆษณาหาคู่ด้วย

ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าโฆษณาหาคู่ของผู้หญิงจะเน้นเรื่องรูปโฉม

แต่ของผู้ชายจะเน้นเรื่องทรัพย์ และหญิงที่อายุมากหน่อย

ก็ยอมรับว่าได้รับการตอบรับน้อยกว่า

ขณะชายที่อายุมากกลับตรงกันข้าม

แต่คุณผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆและชายผู้ไร้สมบัติทั้งหลาย

อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะยังมีคำคำหนึ่งที่เหมาะจะใส่

ลงไปในโฆษณาหาคู่ทุกรูปแบบคือคำว่า “อบอุ่น”

คนที่ได้รับการกล่าวถึงว่าอบอุ่นนั้น เชื่อกันว่าเป็นคนที่มีความสุข

เข้าสังคมได้ดี ฉลาด และเป็นที่ชื่นชอบ

เลี่ยงการเปรียบเทียบ

ถ้าถืองานวิจัยของซารา กูตีเรส และดักลาส เคนริก

จากภาควิชาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนาเป็นเกณฑ์

ก็กล่าวได้ว่าเราชอบเอาคู่เราไปเปรียบกับมาตรฐานที่ค่อนข้างสูง

นักวิจัยขอให้ผู้ชายให้คะแนนรูปโฉมของคู่นัดตัวเอง

หลังดูภาพหน้ากลางของ นิตยสารเพลย์บอย

หรือดูรายการโทรทัศน์ที่มีดาราสาวสวย

เดาได้ไม่ยากว่าคะแนนของบรรดาคู่นัด

หลังดูภาพและรายการจะต่ำกว่าเดิม

เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าผลกระทบจากสิ่งตรงกันข้าม

ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อการรับรู้ในความแตกต่างที่สัมพันธ์กัน

จะถูกบิดเบือนไปตามลำดับของสิ่งที่เราพบเห็น

อย่างเช่น ถ้าคุณมองวัตถุสีทึบชิ้นหนึ่งหลังมองวัตถุสีสว่าง

วัตถุสีทึบก็จะดูทึบกว่าเมื่อมองครั้งแรก

โดยไม่เปรียบเทียบกับสิ่งอื่น

รักลิงโลด

ในฉากสุดท้ายของหนังปี 2537 เรื่อง Speed

แซนดรา บูลล็อกบอกเคียนู รีฟส์ว่า

“ฉันได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐาน

มาจากประสบการณ์น่าตื่นเต้น

ที่มีร่วมกันนั้นจะไปไม่รอด” ซึ่งเขาก็ตอบว่า

“งั้นเราคงต้องเริ่มจากเซ็กซ์เสียแล้ว”

แต่ความจริงนั้นก้ำกึ่งระหว่างทั้งสองประโยค

เพราะประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นจะนำไปสู่ความดึงดูดทางเพศ

ยิ่งถูกปลุกเร้าจากอะไรก็ตาม ตั้งแต่จากความกลัวไปถึงความสุข

ที่เรามีร่วมกันกับคนที่เราคาดหมายไว้

เราก็รู้สึกว่าเขายิ่งน่าดึงดูดใจมากขึ้น

จากผลการศึกษาของซินดี เมสทันและเพนนี ฟลอริก

นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเทกซัสเมื่อขอให้กลุ่มทดสอบ

ให้คะแนนเพศตรงข้าม ก่อนและหลังการเล่นรถไฟเหาะด้วยกัน

ผลกระทบจากสิ่งที่เราเรียกว่าการถ่ายโอนความตื่นเต้นนี้คือ

ไม่ว่าหัวใจเราจะลิงโลดโดดเต้นจากเรื่องอะไรก็ตาม

ถ้าเราโยงกับคนที่เราร่วมประสบการณ์ด้วย

เราก็จะรู้สึกติดใจเขาหรือเธอคนนั้น

ชื่อก็บอกอะไรได้

อัลเบิร์ต เมราเบียนจากภาควิชาจิตวิทยา

ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ค้นพบว่าชื่อบางชื่อ

สามารถเชื่อมโยงกับคุณลักษณะในทางลบ

และถูกมองว่าเป็นชื่อที่มีศีลธรรมน้อยกว่า

เป็นที่ชื่นชอบน้อยกว่า และประสบความสำเร็จน้อยกว่า

และถ้าคุณมีชื่อแรกเหมือนคนมีชื่อเสียง

คนอาจมองว่าคุณมีบางอย่างเหมือนคนเหล่านั้น

นับเป็นข่าวร้ายของคนที่ชื่อ อะดอล์ฟ หรือโมนิกา

ฤทธิ์เบียร์

อ็อกเดน แนช นักกวี กล่าวว่า

“น้ำตาลนั้นหวานกล่อมลิ้น แต่สุรากินแล้วใจแตกซ่าน”

ผลวิจัยแสดงว่าคนโสดที่ไปหาคู่ในผับบาร์จะจู้จี้น้อยลง

เมื่อใกล้เวลาบาร์ปิด การค้นพบนี้เรียกกันว่า “ฤทธิ์เบียร์พรางตา”

ผู้ค้นพบนี้คือศาสตราจารย์เจมี เพนนีเบเคอร์

แห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส ซึ่งตัดสินใจจะทดสอบเนื้อเพลงลูกทุ่ง

ที่ร้องว่า “ผู้หญิงสวยขึ้นเมื่อบาร์ใกล้ปิด”

เขาขอให้ลูกค้าในบาร์ให้คะแนนเพศตรงข้าม ที่เป็นเป้าหมาย

สามครั้งในหนึ่งคืน (คือช่วง 21.00 น. 22.30 น. และเที่ยงคืน)

แน่นอน ทั้งสองเพศดูดีที่สุดตอนเที่ยงคืน

ไม่ได้หมายความว่าคุณเมาจนตาลาย

แต่ยิ่งเวลาในการหาคู่เหลือน้อยลงเท่าไร

ใครก็ตามที่อยู่รอบๆตัวก็จะเริ่มดูดีขึ้น

มีความสุขร่วมกัน

ยิ่งเรารู้สึกดีเท่าไร เราก็จะชอบคนที่เราอยู่ด้วยมากขึ้นเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าคู่นัดของคุณอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่หัวค่ำ

ก็ต้องช่วยทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้น ไม่งั้นคุณอาจไม่มีหวัง

ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องรับผิดชอบกับทุกความสุขหรือทุกข์ของเขา

แต่คุณควรจะอยู่ในพื้นที่ซึ่งจะช่วยห่อหุ้มคุณ

ด้วยกลิ่นไอดีๆจากสถานที่นั้น นี่คือเหตุผลที่คุณควรพิถีพิถัน

ในการเลือกสถานที่ซึ่งจะพาคู่นัดไป

อย่าพาไปในที่เคร่งเครียด อย่างคลินิกฟัน หรือแดนสงคราม

เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน

ซึ่งจะพานติดตัวคุณตลอดไปในสายตาของอีกฝ่าย

…คราวนี้ก็ระดมทุกกลเม็ด

ถ้าคุณอยากจะได้แอ้มก็ต้องพาคู่นัดไปเล่นกระโดดบันจี

แน่ใจได้เลยว่าต้องเร้าใจสุดๆ แล้วไปดูหนัง

ที่นักแสดงหน้าตาน่าเกลียด ก่อนจะจบค่ำคืนที่บาร์แสงสลัว

แม้ฤทธิ์เบียร์พรางตาจะยังไม่ทำงาน

แต่ความมืดก็น่าจะช่วยขยายรูม่านตา

และเพิ่มโอกาสให้คุณได้

ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารสรรสาระ

ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ค่ะ


เพลง Love มั่นคง

โดย บอย พิษณุ

อัลบั้ม: About A Boy

ไม่ได้หลอกลวงทั้งนั้น โกหกก็ไม่เป็น
ซื่อๆ ตรงๆที่เห็น Love only you only you only you
เอาใจแค่เธอเท่านั้น ไม่ได้เจ้าชู้
แค่อยากบอกเธอให้รู้
Just only one only one only one

น้ำหยดลงหิน หินกร่อนลงทุกวันทุกวัน
ใจไม่เช่นนั้นมั่นคงไปได้นาน

ปากว่าเลิฟ หัวใจก็บอกว่าเลิฟมั่นคง
ไม่เซ ไม่หลง ซื่อตรงเสมอรักเธอไม่เปลี่ยน
จะกี่ฤดูผัน ก็ไม่มีวันเพี้ยน
จะแก่เกษียณยังรักเธออย่างเดิม
บอกว่าเลิฟ รับรองว่าใจก็เลิฟมั่นคง
ไม่งอ ไม่โค้ง หัวใจไม่หลงคงเดิมไม่สร่าง
จะอยู่ดูแลใกล้ ไม่หมดไม่มีอั้น
ไม่แปรผัน จะมั่นคงเพียงเธอผู้เดียว

ลองมองมาดูสักครั้ง แน่นอนว่าพูดจริง
ไม่มีหรอกได้แล้วทิ้ง
Love only you only you only you
ใหม่ๆ ที่ทำหวานๆ เก่าๆ ก็เหมือนเดิม
ยืนยันคำเดียว confirm
I wanna do wanna do wanna do

น้ำหยดลงหิน หินกร่อนลงทุกวันทุกวัน
ใจไม่เช่นนั้นมั่นคงไปได้นาน

ปากว่าเลิฟ หัวใจก็บอกว่าเลิฟมั่นคง
ไม่เซ ไม่หลง ซื่อตรงเสมอรักเธอไม่เปลี่ยน
จะกี่ฤดูผัน ก็ไม่มีวันเพี้ยน
จะแก่เกษียณยังรักเธออย่างเดิม
บอกว่าเลิฟ รับรองว่าใจก็เลิฟมั่นคง
ไม่งอ ไม่โค้ง หัวใจไม่หลงคงเดิมไม่สร่าง
จะอยู่ดูแลใกล้ ไม่หมดไม่มีอั้น
ไม่แปรผัน จะมั่นคงเพียงเธอผู้เดียว

รักมั่นคง

..คงมั่นจนถึงเมื่อไหร่

ตราบสิ้นลมหายใจ

ของฉัน..หรือของเธอ

~napa~

Love Languages napa 26, October


ภาษารัก

ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด

ก็ทำให้ใครต่อใคร

.. รู้สึกดีได้เสมอ

จริงไหมคะ

แต่ก็อย่าลืมเสียล่ะว่า…

เมื่อคิดว่า รัก แล้ว

ทำอย่างไร ให้คนที่เรารัก

มี ความสุข

ความสุขของคนรัก คือ ทำให้คนที่รักมีความสุข

ความสุขของคนรัก คือ ทำให้คนที่รัก มีความสุขกับสิ่งที่เธอมี

ความสุขของคนรัก คือ ทำให้คนที่รัก มีความสุขกับสิ่งที่เธอได้รับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 6 or above) is required to play this audio clip. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอให้มีความสุขกับคำว่ารัก และ ความรักค่ะ


ว่ากันว่า การกอด ช่วยได้

ที่ว่าช่วยนั้น อาจจะช่วยเยียวยาทางใจ

แล้วอาจส่งผลไปถึง การช่วยให้อาการป่วย

ทางกายบางโรคบรรเทาอาการป่วยลงได้อีกด้วย

เพราะการกอด ไม่เป็นแค่เพียงการแสดงออกของคนรักกัน

หากแต่ให้ความหมายมากมายกว่านั้นอย่างที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง

แม้ว่ามันจะเป็นอากัปกิริยาที่ทำแสนง่าย

และใช้เวลาแค่ชั่วขณะ

หากแต่ผลที่ได้รับกลับมานั้น

ช่างมีค่าเกินความคาดหมาย ก็ว่าได้

หากใครไม่เคยได้กอด หรือไม่เคยให้ใครกอด

ก็อาจจะไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความรู้สึกที่แสนดีนั้นก็เป็นได้

ไม่ว่าจะสำหรับเด็ก หรือผู้ใหญ่

จากความเห็นส่วนตัว การกอด เป็นเรื่องสำคัญมาก

ช่วยกล่อมเด็กที่อารมณ์เสีย ให้ผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลงได้

ช่วยบรรเทาเบาบางความกังวลใจของตัวเอง

ยามต้องจากกันกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง

การกอด เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน

ความห่วงใยที่มีให้กัน และเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันได้

การกอด เป็นพฤติกรรมขั้นพื้นฐาน

ที่มนุษย์ต้องการได้รับ เพราะแสดงให้เห็นว่า

ตนเองมีความสำคัญ มีคนรักและมีคนต้องการ

อีกทั้งเป็นความจริงใจที่สามารถแสดงออกได้ทุกเวลา

(ไม่นับพฤติกรรมแบบชู้สาว ซึ่งอาจต้องดูความเหมาะสม)

ผู้ใหญ่บางคนอาจจะอายที่จะกอด

อาจจะเป็นเพราะความไม่คุ้นชินกับพฤติกรรมแบบ “ต่างชาติ”

แต่อันที่จริงแล้ว การกอด เป็นกิริยาที่ทำกันทั้วโลก

เริ่มกันตั้งแต่แรกเกิด ที่แม่กอดกล่อมเห่ลูกในอ้อมกอดของตน

มานึกกันดูมั้ยคะว่า

การกอด ช่วยอะไรได้บ้าง

http://img233.imageshack.us/img233/6606/8962004261086vr9.gif

http://img227.imageshack.us/img227/6913/polarhugfz1.gif คุณค่าของการกอด http://img227.imageshack.us/img227/6913/polarhugfz1.gif

- ช่วยแบ่งปันความสุข

ยามที่คุณมีความสุขไม่ว่าจากเรื่องอะไร

การที่มีคนให้กระโดดกอดในเวลานั้น (อย่างเช่นพ่อ หรือแม่)

ก็จะทำให้คนที่ถูกเรากอดมีความสุขไปด้วย

- เป็นการแสดงความคิดถึง

เมื่อจากกันไปนาน เมื่อมาพบกันอีกครั้ง

การกอดแน่นๆ สักครั้งก็สามารถถ่ายทอดความรัก

และแสดงให้เห็นว่าเราคิดถึงเขามากแค่ไหน เมื่อจากกันไป

- แสดงออกถึงความห่วงใยและเอาใจใส่

- เป็นการปลอบโยนและให้กำลังใจ

ยามที่สับสน ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ

การกอด ช่วยให้มีกำลังใจดีขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่า

มีใครคนหนึ่งคอยอยู่เคียงข้างเสมอ

- ให้ความอบอุ่น

เมื่อยามเหน็บหนาว การกอดกันก็ช่วยคลายความหนาวได้เช่นกัน

- ให้ความมั่นใจ

การกอดเหมือนการตอกย้ำและให้กำลังใจ

เช่นการกอดก่อนลูกเข้าสอบแข่งขันใดๆ เป็นการย้ำให้เขารู้ว่า

แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ ลูกต้องทำได้แน่นอน

http://i19.photobucket.com/albums/b177/yodnapa/Animated_Animals/doggyhug2.gif

- แทนคำขอบคุณ

เมื่อได้รับสิ่งดีๆ จากใคร อาจจะไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำ “ขอบคุณ” ก็ได้

แค่กอดแน่นๆ สักครั้ง เขาก็ซาบซึ้งแล้วล่ะค่ะ

- แสดงให้รู้ว่าคิดถึง

กอดกันเพื่อให้รู้ว่าคิดถึงนะที่ต้องจากกัน

และกอดกันเมื่อพบหน้าเพื่อให้รู้ว่าติดถึงมากแค่ไหนยามไม่ได้เจอกัน

HUGS ARE GREAT FOR FATHERS AND MOTHERS,

SWEET FOR SISTERS, SWELL FROM BROTHERS;

AND CHANCES ARE YOUR FAVORITE AUNTS

LOVE THEM MORE THAN POTTED PLANTS.