ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์

หวนฉิวสือเป้า - ผู้เชี่ยวชาญจีน
แปลกใจตำรวจไทยกล่าวหาแก๊สน้ำตาจีน ฆ่าคน
ทำแขนขาขาด ยืนยันตำรวจจีนตรวจเข้มงวดที่สุด
แถมใช้ทั่วประเทศไม่เคยเห็นมีปัญหา
แฉซ้ำมีอายุใช้งาน 5 ปี แต่ไทยใช้ของหมดอายุ
หลังจากที่ทางตำรวจไทย ออกมาแถลงว่า
ความสูญเสียจากการปรามปรามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ในวันที่ 7 ตุลาคม ที่มีผู้เสียชีวิต แขนขาด ขาขาดนั้น
เกิดจากอานุภาพของแก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีนนั้น
ซ้ำยังอ้างว่าแก๊สน้ำตาจีนมีสาร RDX
ที่ใช้ในทางการทหารและการก่อการร้ายนั้น
ปรากฏว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธจีนท่านหนึ่ง
ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ หวนฉิวสือเป้า ว่า
รู้สึก “แปลกใจอย่างยิ่ง”
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธจีน ให้ความเห็นว่า
แก๊สน้ำตาเป็นอาวุธที่ไม่มุ่งทำลายชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่มีสารระเบิดร้ายแรง
โดยแก๊สน้ำตาประกอบขึ้นด้วยสารจุดระเบิด และสารเผาไหม้
ซึ่งสารจุดระเบิดใช้เพื่อสร้างกลุ่มควัน ซึ่งจะมีปริมาณน้อยมาก
ถึงแม้จะใช้ในระยะใกล้ก็ไม่สามารถทำอันตรายถึงขึ้นบาดเจ็บหนักได้
ส่วนสารเผาไหม้ ถึงแม้จะมีส่วนผสมของดินปืนที่ใช้ในประทัดทั่วไป
แต่ไม่สามารถระเบิดได้ เพราะใช้เพื่อกระจายแก๊สเมื่อตกถึงพื้นเท่านั้น
โดยในประเทศจีน แก๊สน้ำตาผลิตและใช้โดยสำนักงานวิทยาศาสตร์ตำรวจ
การควบคุมคุณภาพอยู่ในขั้นเข้มงวดอย่างยิ่ง และต้องถูกพิสูจน์ซ้ำหลายครั้งว่า
ไม่สามารถสร้างความบาดเจ็บได้ นอกจากนี้ ตำรวจจีนทั่วประเทศ
ก็ใช้แก๊สน้ำตาที่ผลิตในจีนเอง ซึ่งก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ว่าจะมีผู้บาดเจ็บขนาดหนักมาก่อน
ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ ยังระบุว่า แก๊สน้ำตาที่ผลิตในจีนได้ระบุชัดเจนว่า
มีอายุการใช้งาน 5 ปี ซึ่งทางตำรวจไทยได้ซื้อแก๊สน้ำตาไปตั้งแต่ปี 1993
น่าจะหมดอายุไปนานแล้ว
“ผมไม่ได้บอกว่า แก๊สน้ำตาจะไม่มีอันตราย
เพราะขึ้นอยู่กับระยะการยิง และปืนที่ใช้ยิงด้วย
แต่ก็เพียงจะทำให้เกิดแผลไหม้เท่านั้น ส่วนที่ถึงขั้นขาขาด
หรือตายนั้นเป็นไปไม่ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธจีนกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีผู้สื่อข่าวนำเรื่องนี้ไปถามกับ นายฉิน กัง
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ในงานแถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า
“ตำรวจไทยกล่าวหาว่า แก๊สน้ำตาจีน สร้างความบาดเจ็บอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร และจีนเคยส่งออกแก๊สน้ำตาชนิดนี้ไปยังไทยหรือไม่ ? ”
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบว่า
“หนึ่ง ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าข่าวนี้เป็นจริงเพียงใด,
สอง ผมไม่เคยพบว่ามีประกาศจากนานาชาติว่าห้ามใช้แก๊สน้ำตา
และสาม หลายประเทศก็ผลิตแก๊สน้ำตา”

ในขณะที่ “พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์” กล่าวว่า
ใครที่ไม่เชื่ออานุภาพร้ายแรงของแก๊สน้ำตาจากจีน
ก็ขอให้ใช้เป็นเป้าทดสอบได้
วันนี้ (15 ต.ค.) พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบ
การสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา
กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไม่พอใจ การออกมาให้สัมภาษณ์
ถึงการใช้ความรุนแรงในสลาย การชุมนุมโดยพาดพิงถึงฝ่ายการเมืองว่า
ตนเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดและสถานที่เกิดเหตุ
มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม
ตามที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า
ไม่ได้เข้าไปทำงานในบทบาทหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม
และได้ให้สัมภาษณ์รายละเอียดบางส่วนตามที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริง
ซึ่งพบจากการตรวจสอบ จึงไม่คิดว่าจะถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีบุคคลบางกลุ่ม
ไม่เชื่อว่าแก๊สน้ำตาที่สั่งซื้อจากประเทศจีน มีผลทำให้ประชาชนเสียชีวิต
และบาดเจ็บแขนขาขาด จำเป็นต้องทดสอบระเบิดแก๊สน้ำตากับหุ่นจำลองหรือไม่
พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า ในส่วนของอนุกรรมการสิทธิฯ
ไม่จำเป็นต้องตรวจพิสูจน์ซ้ำอีกแล้ว เพราะผลการทดสอบ
และการเก็บตัวอย่างสารเคมีมาตรวจพิสูจน์ได้ผลชัดเจนเพียงพอแล้ว
อีกทั้งสภาพบาดแผลจากศพของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ
หรือน้องโบว์ ก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า
หากกรณีที่ยังมีคนไม่เชื่อผลการตรวจพิสูจน์ ก็สามารถ
ทดลองยิงแก๊สน้ำตาชนิดดังกล่าวซ้ำอีกกี่ครั้งก็ได้
หรือจะให้คนที่ไม่เชื่อว่าแก๊สน้ำตา มีอานุภาพร้ายแรง
ทำการทดสอบด้วยตนเอง โดยไปยืนเรียงแล้วให้ตำรวจทดสอบ
ยิงแก๊สน้ำตาใส่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
เป็นเพราะคนไม่ได้ทำมักพูดในสิ่งที่ไม่รู้
ส่วนข้อมูลจาก http://www.starhawk.org/activism/teargas.html
บอกไว้ว่า
แก๊สน้ำตา (หรือ CS,CN,CX)
คือ ส่วนผสมของสารเคมี ที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการสลายม็อบ
และฝูงชน มีคุณสมบัติที่ทำให้เยื่อบุภายในช่องปากและโพรงจมูก
เกิดอาการระคายเคือง หน่วยงานป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา
ได้เปิดเผยว่า แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย มีส่วนผสมของตัวทำละลาย
ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง หรือ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมได้
และถ้าหากตัวทำละลายเหล่านี้มีความเป็นพิษสูง
ก็จะก่อให้เกิด ภาวะสับสนทางจิต, ปวดศีรษะ, ปวดขา,
หัวใจเต้นแรง,ภาพหลอน, ปัญหาประจำเดือน,
การแท้ง, และผลกระทบต่อปอดและระบบย่อยอาหาร



