
เมื่อเข้าสู่วัย 11 ปี พ่อแม่มักจะฉงนฉงายว่า
ลูกน้อยที่เคยเป็นเด็กน่ารักอ่อนหวานขนาดอ้อนขอนอนหนุนตัก
ลูกที่แสนจะสดใสร่าเริง รับผิดชอบงานในหน้าที่ของตัวเองสม่ำเสมอคนนั้น
หายไปไหน เขาเคยเข้ากับทุกๆ คนในครอบครัวได้ดีมาก
แต่แล้วก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือทีเดียว

อารมณ์ของลูกเราอยู่ในช่วงแปรปรวนจนยากจะคาดเดาได้
ขี้งอนละก็ที่หนึ่ง แล้วนิดๆ หน่อยๆ น้ำตาร่วงเผาะ
ตัวเขาเองก็ไม่สามารถจะควบคุมให้มันสงบแน่นิ่งเหมือนเคย
คุยจ้ออยู่ดีๆ ใครพูดผิดหูหน่อยเดียวเท่ากับจุดชนวนระเบิดตูมตามขึ้นมา
บรรยากาศภายในบ้านดูจะไม่น่าอภิรมย์นัก
เนื่องจากทุกๆ คนในบ้านมีโอกาสได้รับสะเก็ดระเบิดกันทั่วถึง
เวลาอารมณ์ดีหรือดีอกดีใจสักอย่าง
ก็แสดงออกอย่างนอกหน้าจนผู้ใหญ่รู้สึกว่าอะไรจะเว่อร์ขนาดนี้
เป็นอารมณ์ที่เราพบเห็นแล้วเกิดความรู้สึกว่า
แหม ลูกเราช่าง “เกินกว่าเหตุ” เสียจริงๆ

บุคลิกที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้
แม้ว่าจะทำให้คนรอบข้างรำคาญใจ และไม่มองเขาอย่างชื่นชมเช่นเคย
แต่ถ้าทำความเข้าใจแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
แท้ที่จริงก็เป็นพัฒนาการตามวัยของเขาเท่านั้นเอง…
ทราบแล้วเปลี่ยนค่ะ

ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ลูกวัย 11 ของเรา
จะรับมือกับอารมณ์เพี้ยนๆ เหล่านี้
เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องของอารมณ์แล้ว
ยังมีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องด้วยพร้อมๆ กัน
ทั้งความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจที่เขาต้องการความเป็นอิสระเพิ่มขึ้น
ก็เจ้าความอยากเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อการปกครองของพ่อแม่
เป็นแรงผลักดันให้ลูกวัยนี้เริ่มทำตัวห่างไกลออกไปจากเรา
การแสดงออกของลูกที่เราสังเกตเห็นได้
เช่น ไม่พูดจากับพ่อแม่ดีๆ เหมือนก่อน
ย้อนผู้ใหญ่ ชวนเขาทำอะไรก็ไม่ยอมร่วมวงด้วย
นี่แหละที่ทำให้เขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับสมาชิกในครอบครัวไป
เห็นอย่างนี้ก็เถอะ แต่กับเพื่อนหรือคนนอกบ้านลูกเราจะทำตัวอีกอย่าง
กลายเป็นอีกคนที่มีเสน่ห์น่ารักไปโน่นทีเดียว

ในวัยนี้เขาต้องการการยอมรับจากเพื่อนมากขึ้น
ยิ่งเท่ากับเพิ่มความกดดันให้ตัวเขา
ก็ใครล่ะจะไปควบคุมความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น
ให้เขาชอบตัวเองได้ ลูกจึงต้องพยายามมากขึ้น
เพื่อให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนๆ วัยเดียวกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างพรีทีนวัย 11 กับคนในครอบครัว
ดูเหมือนจะมาถึงช่วงคลอนแคลน ลูกโมโหหงุดหงิดง่าย
จะมีพ่อแม่สักกี่คนอดทนใช้น้ำเย็นเข้าลูบ โต้ตอบด้วยวาจานุ่มนวลไหว
ส่วนมากก็น้ำเดือดเท่านั้นละค่ะ
ร้อนกับร้อนมาเจอกันยิ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างห่างกันออกไปทุกที
เมื่อพ่อแม่ทราบว่าถึงวัยอารมณ์แปรปรวนของลูกแล้ว
ก็น่าจะเปลี่ยนท่าทีเป็น…
พยายามเข้าใจเขามากขึ้น
สำหรับพ่อแม่แล้ว ลูกวัยนี้มีเรื่องให้พ่อแม่ดุว่าหลายๆ เรื่องใช่ไหมล่ะคะ
โดยเฉพาะเรื่องการใช้อารมณ์ของเขา วันหนึ่งนั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่ดีๆ
น้องยียวนกวนประสาทเขาหน่อยเดียวลุกจากโต๊ะไปเลย
แทนที่จะสวมวิญญาณนักเทศน์ หรือโมโหแล้วดุเขาทันที
ลูกจะยิ่งแสดงท่าทางกวนโมโหมากขึ้น
แล้วพาลน้อยอกน้อยใจไปกันใหญ่
ลองสังเกตลูกของเราดูว่า มีสาเหตุอื่นใด
ที่ทำให้ลูกเราแสดงท่าที่เช่นนั้นออกมา
ลูกเราทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนมาหรือเปล่า
หรือเหนื่อยจากการทำรายงานชิ้นใหญ่
ค่อยๆ เลียบเคียงถามทีหลัง ว่า เออ ลูกการบ้านเยอะหรือ
ไม่ค่อยสบายใจเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า เล่าให้แม่ฟังบ้างก็ได้นะ
คุยกันแบบดีๆ เผื่อว่าลูกจะได้สบายใจขึ้น
ลูกบางคนอาจบอกเล่าความรู้สึกไม่ถูก บางคนอาจบอกได้
เช่น เขาทะเลาะกับเพื่อนซี้ปึ้กมาหมาดๆ
หรือน้องอาจเพิ่งทำปากกาแท่งโปรดของเขาพังไป
แล้วยังกวนโมโหที่โต๊ะกินข้าวอีก เราจึงรู้ที่มาที่ไปของเรื่อง
แม้สาเหตุจะเล็กน้อยเพียงใด
เมื่อเราพยายามเป็นที่เย็นชโลมจิตใจของลูก
ในที่สุดลูกก็จะรู้สึกตัวว่าเขาแสดงท่าทางไม่น่ารักออกมา
เขาสามารถรู้สึกผิดและมาขอโทษเราทีหลัง
อย่างไรเขาเองก็อยากเป็นคนน่ารักสำหรับพ่อแม่อยู่วันยังค่ำแหละน่า

ให้ลูกมีที่ว่างสำหรับตัวเองมากขึ้น
เด็กวัย 11 เขาเห็นความเป็นส่วนตัวว่า
มันคือสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งของเขา
และเราก็ควรจะให้เขาได้มีมุมสันโดษด้วย
ถ้าเราเข้าไปวุ่นวายกับทุกซอกทุกมุมของชีวิตเขาแล้ว
การรุกล้ำยิ่งทำให้เขาตั้งการ์ดปิดกั้นเราออกไป
อย่าเซ้าซี้ถามถ้าเขาไม่อยากบอก
แสดงให้เขารู้ว่าเรายินดีเสมอถ้าเขาจะมาพูดคุยกับเรา
เมื่อเขาพร้อมเขาก็จะมาหาเราเองค่ะ
มั่นคงในตัวเอง
ยากอยู่นะคะที่จะสงสารและเห็นใจลูกในระยะแปรปรวนเช่นนี้
แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องรักษาความมั่นคงของตัวเราด้วย
ครั้นจะขึงตึงตามกฎของบ้านทุกกระเบียดนิ้ว เห็นทีจะต้องทำสงครามย่อยทุกวัน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เขาวีนได้บ่อยๆ
หรือปล่อยๆ เขาไปก่อนกับทุกๆ เรื่องราว
ต้องวางขีดจำกัดสำหรับเขาด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าอย่างไร
ลูกก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่วางกันไว้ในบ้าน
สำหรับเด็กเองเขาจะสบายใจกว่าถ้าเขาอยู่ในมาตรฐานที่พ่อแม่ยอมรับ
เพราะฉะนั้น ให้เขารู้ว่าสิ่งไหนคือหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา
เช่น หน้าที่จัดโต๊ะกินข้าว หรือช่วยถูบ้านอาทิตย์ละ 2 หน
เราต้องยืนยันว่าลูกต้องทำแม้ว่าจะมีอารมณ์หรือไม่มีก็ตาม
ให้อิสระเพิ่มขึ้น
อารมณ์ระเบิดเปรี้ยงปร้างของลูกวัยนี้
ส่วนหนึ่งก็มาจากความต้องการมีอิสระภาพมากขึ้นค่ะ
วัย 11-13 เป็นวัยที่ลูกหมกมุ่นคิดถึงตัวเอง
ไปพร้อมๆ กับการค่อยๆ เติบโต กระตือรือร้นอยากเห็นโลกกว้าง
และอยากมีอิสระในการทำอะไรเองมากขึ้น
การที่พ่อแม่เหน็บเขาติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลาเหมือนเคย
จะทำให้เขาไม่มีโอกาสเป็นตัวของตัวเองและยิ่งต่อต้านพ่อแม่
ตอนนี้เขาอยากหัดไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง หรือไปกับเพื่อนมากกว่า
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่พ่อแม่จะปล่อยให้เขาไปทำอะไรที่ไหน
กลับเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่มีกรอบวางไว้เลย การให้อิสระมากเกินไป
จะทำให้เด็กวัยนี้ไม่รู้วิธีจัดการกับตัวเองและสถานการณ์รอบตัว
ยังคงใส่ใจลูกเสมอ
แม้ว่าลูกอาจแสดงท่าทีว่าอยากแยกตัวออกจากเรา
ถ้าเราน้อยอกน้อยใจ ปล่อยให้เขาโลดแล่นไปอย่างใจเขาต้องการ
ความสัมพันธ์จะค่อยๆ ห่างเหินกันไปค่ะจนอาจเป็นช่องว่างที่กว้างใหญ่
เมื่อถึงวัยรุ่น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้ลูกและเรามีส่วนร่วมในชีวิตซึ่งกันและกัน
และตัวเราเองพร้อมเป็นที่พึ่งพิงเสมอ
ทำความรู้จักกับเพื่อน ครู หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในโลกของลูกด้วย
ทักทายหรือหาโอกาสติดต่อพูดคุยฉันท์มิตรกันไว้
จะได้มีโอกาสรู้จักคนรอบๆ ตัวลูก เมื่อทำความรู้จักกันจะให้ผลดีหลายข้อ
คือจะได้ไม่กลัวเกินไปว่าลูกคบคนไม่ดี ความกลัวของพ่อแม่ส่วนใหญ่
จะทำให้มองเพื่อนลูกบางคนว่าเป็นเด็กไม่ดี
เมื่อรู้จักแล้วอาจมองเห็นว่าไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเลยก็ได้
นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความเป็นไปของลูกได้ด้วยค่ะ
ทำความเข้าอกเข้าใจกับวัย 11 ดีแล้ว
ทีนี้ละอารมณ์จะแปรปรวนขนาดไหน คลื่นลมจะแรงเพียงใด
เราก็สามารถประคับประคองนาวาลำน้อยให้ฝ่าคลื่นลมไปได้อย่างราบรื่นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Teens & Family ฉบับที่ 45 ค่ะ












หรือจะเป็นเพราะแม่มีความละเอียดอ่อนกว่า
ก็ตั้งแต่แรก แม่ต้องให้นมลูกอยู่แล้วนี่นา










