Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!


อุบายในการระงับความโกรธ

โดย
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ประการแรก อดทน อย่าให้โกรธ

มันใช้มือไปทุบคนโน้นตีคนนี้ อย่าให้โกรธ

มันใช้ปากไปด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ใช้ความอดทน

ในเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ทีนี้อุบายถ้าเราจะใช้

ก็พิจารณาถึงอกเขาอกเรา โกรธแล้วเราไม่ฆ่า

ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก แม้ในใจโกรธอยู่

แต่ไม่ทำสิ่งนั้นลงไป มันก็ไม่มีบาปมีกรรมอะไร

ในเมื่อโกรธมันไปจนสุดฤทธิ์แล้ว มันก็หมดไปเอง

เมื่อเรายังไม่มีอุบาย ถ้าเรามีอุบายพิจารณา

ว่าความโกรธมันเป็นทุกข์อย่างนี้ๆ

เราไม่ควรโกรธเลย เอาแค่นี้ก็ได้

แต่ประการสำคัญที่สุด โกรธแล้วต้องระวัง อดกลั้น

อย่าเผลอไปทำความผิดพลาดอย่างรุนแรงขึ้นมา

เมื่อทำผิดพลาดลงไปแล้วจะเสียใจภายหลัง

เช่น พ่อแม่โกรธลูกคว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนมันอย่างไม่นับ

จนหนังมันแตกเป็นริ้วเป็นรอยเลือดสาด

ในขณะที่เราทำอยู่นั้น

เราอาจจะคิดว่าเราได้ทำอะไรสมที่โกรธแล้ว

แต่เมื่อโกรธมันหายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น

ความเสียใจภายหลัง

เดี๋ยวก็นั่งร้องไห้กอดเขา “เราไม่น่าทำเลย”

การปฏิบัติเพื่อระงับความโกรธ

1. ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ

ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย

ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธตนก่อน

ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

2. ให้ระลึกถึงความดีของเขา

เพราะแต่ละคนย่อมมีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในตัว

ถ้าหาความดีไม่ได้จริง ๆ ก็ให้นึกสงสารเขาว่า

ต่อไปจะต้องประสบผลร้าย จากการประพฤติไม่ดีอย่างนี้

3. ให้คิดถึงความจริงที่ว่า การโกรธคือการทำให้ตัวเองทุกข์

คนที่โกรธแล้วเป็นสุขไม่มีในโลก

4. ให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

กรรมที่เกิดจากความโกรธ จะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปอีก

5. ให้พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาว่า

พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้

ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย

ตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น

โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนม์ชีพของพระองค์เอง

เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง เบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ

ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ

ถึงแม้เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรู

6. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด

เมตตาก็มีคุณก่อให้เกิดผลดีมากฉันนั้น

ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น

ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้

ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น


ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์
และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงาม
แก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้

http://img339.imageshack.us/img339/1371/fleurs20ml9.gif

หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญ
ต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้
แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่ มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี
เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ
ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า
“โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา
แล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป”

เศรษฐีดีใจมาก
และคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน
มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก
ยังซื้อเสื้อผ้าสีเขียวให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใด
ก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา
ตามคำแนะนำของฤาษี
อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ
เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา
ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
“หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้
เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน”
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
“ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย
เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น
เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว”
หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

จาก การพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา