Home is Where the Heart is

Just another weblog of a busy mom of Triplets!


ภายใต้ระบบเลือกตั้งของสหรัฐฯนั้น
การเลือกตั้งประธานาธิบดี ไม่ได้มาจาก
การลงคะแนนโดยตรงของประชาชน
ที่เรียกว่า ป็อปปูล่า โหวต
แต่มาจากคะแนนของอีเลคโทรัลโหวตในแต่ละรัฐ
ซึ่งมีจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละรัฐ
โดยรัฐใหญ่อย่างแคลิฟอร์เนียมี 55 คะแนน
แต่ในบางรัฐเล็กๆที่มีเพียงไม่กี่คะแนนก็มี
และตามปกติ ผู้ชนะอีเลคโทรัลโหวตในแต่ละรัฐฯ
จะได้เสียงทั้งหมดของรัฐนั้นๆ

จนถึงเมื่อวันจันทร์ ผลสำรวจโดยโพลล์เจ้าต่างๆ
ระบุว่า โอบาม่านำแมคเคนอยู่
โดยคาดว่าโอบาม่าได้อีเลคโทรัลโหวต 278 เสียงแล้ว
ขณะที่แมคเคนได้ 132 เสียง และยังมีอีก 128 เสียง
ที่ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าจะเป็นของใคร

หลายคนมองว่าตำแหน่งประธานาธิบดี
ลำดับที่ 44 ของประเทศ น่าจะตกเป็นของโอบาม่า
ของเดโมแครต เพราะจนถึงเพียง 1 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง
โอบาม่ายังมีคะแนนนำแมคเคน ในโพลล์ระดับชาติทุกสำนัก
ซึ่งเป็นแนวโน้มที่มีมาพักใหญ่แล้ว แถมยังมีผลสำรวจว่า
เขากำลังมีคะแนนนำในศึกแย่งชิงอีเลคโทรัลโหวตจากรัฐต่างๆ
ที่โครก็ตามที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้
จะต้องได้ไม่น้อยกว่า 270 เสียง
จากทั้งหมด 538 เสียงด้วย

มองกันว่าโอกาสที่แมคเคนจะได้ครองทำเนียบขาว
น่าจะริบหรี่ แต่ถึงจะริบหรี่ ก็ยังมีโอกาส
นักวิเคราะห์เตือนว่ายังอาจมีโอกาสที่เดโมแครตจะเจอฝันร้าย
นั่นคือโอบาม่าชนะคะแนนป็อปปูล่าโหวต
แต่แมคเคนกลับเป็นผู้ชนะตัวจริงด้วยคะแนนอีเลคโทรัลโหวต
ในกระบวนการนับคะแนนแบบทีละรัฐของสหรัฐฯ
เพราะโพลล์ระดับรัฐที่จัดทำล่าสุด แสดงให้เห็นว่า
แมคเคนมีคะแนนตีตื้นขึ้นมาแล้วในหลายรัฐสำคัญๆ
ซึ่งรวมทั้ง เวอร์จิเนีย ฟลอริด้า และโอไฮโอ
กับรวมทั้งเพนซิลเวเนียซึ่งเอนไปทางเดโมแครต

หากโพลล์เหล่านี้ถูกต้อง
และหากผู้มีสิทธ์ออกเสียงที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ตัดสินใจ
เกิดตัดสินใจเลือกลงคะแนนให้แมคเคน
ก็มีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปีนี้
จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยการเลือกตั้งประธานาธิบดี
เมื่อปี 2543 ที่ทำให้ อัล กอร์ของเดโมแครต
กับชาวเดโมแครตทั้งหลายต้องอกหักรักคุด
เพราะจบลงด้วยการที่ตัวแทนของพรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะ
ได้ครองทำเนียบขาว

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2543
อัล กอร์ของเดโมแครต ชนะป็อปปูลาร์โหวต
แบบเฉียดฉิว คือแค่ 337,576 คะแนน
หรือเพียงแต่เศษ 3 ส่วน 10 ของเพียงร้อยละ 1
ของผู้ลงคะแนนให้เขากับคู่แข่ง คือจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชของรีพับลิกัน
แต่บุชชนะเป็นผู้ชนะในการนับคะแนนแบบอีเลคโทรัลโหวต
ซึ่งใช้ตัดสินผู้ชนะ โดยบุชได้คะแนนอีเลคโทรัลโหวต
ชนะกอร์ไป 271 เสียงต่อ 266 เสียง

ในตอนแรกนั้น ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะชัดเจน
จนการนับคะแนนใหม่ในอีก 36 วันต่อมาที่รัฐฟลอรืด้า
ปรากฎว่าบุชเป็นฝ่ายชนะเพราะได้คะแนนอีเลคโทรัลโหวตของรัฐนี้
เพิ่มอีก 25 เสียง และชนะกอร์ไปด้วยคะแนนป็อปปูล่าโหวตในรัฐนี้
ทิ้งห่างกอร์เพียง 537 คะแนน

ชัยชนะเมื่อปี 2543 ของบุชด้วยอีเลคโทรัลโหวต
ยังสวนทางกับการคาดการณ์ของบรรดาคนวงใน
ที่คาดไว้ว่า บุช อาจเป็นผู้ชนะป็อปปูล่าโหวตทั่วประเทศ
แต่จะแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีให้กับกอร์
แต่แล้วก็กลายเป็นการหักปากกาเซียน
เพราะได้ผลตรงกันข้าม

สำหรับการเลือกตั้งในปีนี้
ดูเหมือนโอบาม่าน่าจะชนะลอยลำ
ไม่ว่าจะใช้มาตรวัดใด และคาดว่าจะมีชัยชนะอย่างง่ายดาย
ในรัฐที่มั่นของพวกหัวเสรีนิยม อย่างที่รัฐนิวยอร์ค
กับ แคลิฟอร์เนีย แต่การชิงชัยมาเข้มข้น
ในรัฐที่ทั้งโอบาม่าและแมคเคน ต่างจำเป็นต้องเป็นผู้ชนะ
เพื่อให้ได้คะแนนอีเลคโทรัลโหวตตามต้องการ
ซึ่งรวมทั้งฟลอริด้า โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย และเวอร์จิเนีย

หากจะเป็นผู้ชนะ แมคเคนจะต้องยึดรัฐส่วนใหญ่
ที่บุชเคยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 เอาไว้ให้ได้
กับต้องให้ได้อีกอย่างน้อย 1 รัฐหรือมากกว่า
จากบรรดารัฐที่เคยเทคะแนนให้เคร์รี่ เพื่อปิดประตูแพ้
เป้าหมายใหญ่สุดที่แมคเคนอยากได้คือรัฐเพนซิลเวเนีย
ซึ่งมีคะแนนอีเลคโทรัล 21 เสียง
และเป็นรัฐที่โพลล์หลายๆเจ้าระบุว่าคะแนนนำของโอบาม่า
เหนือเขาได้ลดลงจากเลข 2 หลักเหลือหลักเดียวแล้ว

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ก็มองว่า
แมคเคนกำลังมีปัญหาจากการที่โอบาม่ามีคะแนนนำ
หรือเสมอกับเขาอยู่ในประมาณ 12
ที่บุชเคยชนะเคร์รี่เมื่อปี 2547
แถมโอบาม่ายังมีคะแนนนำเขาในรัฐเกือบทั้งหมด
ที่เคยเป็นของเคร์รี่ด้วย แต่ฝ่ายหาเสียงของแมคเคนแย้งว่า
ตอนนี้ คะแนนนิยมระดับชาติของแมคเคน
ได้กระเตื้องขึ้นแล้ว รวมทั้งความนิยมของเขาในรัฐหลักๆ
ก็ได้กระเตื้องขึ้นด้วย ประกอบกับความพยายามกระตุ้น
ให้คนออกมาใช้สิทธิ์เพิ่มมากขึ้น
จึงเชื่อว่าน่าจะช่วยเพิ่มโอกาสชนะของแมคเคน
ในรัฐที่เคยเป็นของบุช และอาจมีแถมในรัฐอื่นๆอีกด้วย

ริค ดาวิส ผู้จัดการหาเสียงของแมคเคนพูด
เมื่อวันอาทิตย์ว่า ฝ่ายตนจะได้ชัยชนะในรัฐเหล่านั้น
ด้วยลูกตบที่รุนแรงและเสียงดัง (a slam-bang finish)
ขณะที่ฝ่ายโอบาม่าเองก็กำลังฮึกเหิมว่าฝ่ายตนชนะแน่
โดย เดวิด ฟลูฟฟ์ ผู้จัดการหาเสียงของโอบาม่า
แสดงความเชื่อมั่นว่า โอบาม่ามีคะแนนนิยมหนือกว่าแมคเคน
ในบรรดารัฐที่เคยเป็นของบุช แล้ว

นักวิเคราะห์บอกว่า ยังมีโอกาสเป็นไปได้อีกแบบหนึ่ง
แต่มีความน่าจะเป็นน้อยกว่า
นั่นคือ แมคเคนอาจชนะป็อปปูล่าโหวต
แต่โอบาม่าได้เป็นประธานาธิบดี
เพราะแม้ดูเหมือนคะแนนนิยมของโอบาม่าจะเหนือกว่าแมคเคน
แม้ในกลุ่มผู้สมัครอิสระ แต่ก็มีสิ่งบ่งชี้ว่า
ฐานเสียงหัวอนุรักษ์นิยมของรีพับลิกันกำลังเคลื่อนไหวอย่างหนัก
ซึ่งพวกนี้มักออกไปใช้สิทธิ์เป็นกลุ่มน้อย
แม้จะรู้สึกเฉยๆกับผู้สมัคร

นักวิเคราะห์บอกว่าหาก Obama ชนะในทุกรัฐที่จอห์น เคร์รี่เลยชนะ
เมื่อปี 2547 แถมบวกกับไอโอว่า นิว เม็กซิโก และเนวาดา
เขากับ Mccain จะได้ อีเลคทอรัลโหวต เท่ากันคือ 269 เสียง
ซึ่งหากจะเสมอกันได้ ก็หมายความว่า Mccain จะต้องสามารถแย่ง
เอานิว แฮมเชียร์มาได้จากเดโมแครต
แต่เสียรัฐไอโอว่า,นิวเม็กซิโก กับอีกรัฐหนึ่ง
ที่บุชเคยชนะ นั่นคือ โคโลราโด้

นักวิเคราะห์สรุปว่า อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ในปีเลือกตั้ง
และเกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรหากว่าทั้งคู่
เกิดได้คะแนนอีเลคโทรัลโหวตเท่ากันจริงๆ
จะตัดสินหาผู้แพ้ชนะได้อย่างไร
หาคำตอบได้จากข่าวภาคเช้าเลยจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Pretty Agent แห่ง Ok Nation
และผลโพลอัพเดท จาก http://www.pollster.com/ ค่ะ

Democrat or Republican ? napa 3, November


Nominee             Barack Obama
Party                   Democratic
Home state         Illinois
Running mate     Joe Biden

Nominee            John McCain
Party                  Republican
Home state       Arizona
Running mate   Sarah Palin

Republican Party

พรรคริพับลิกัน (Republican Party
ชื่ออื่นคือ Grand Old Party หรือ GOP)
เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่หนึ่งในสองพรรคของสหรัฐอเมริกา
(อีกพรรคหนึ่งคือ พรรคเดโมแครต)
เป็นพรรคการเมืองของจอร์จ ดับเบิลยู บุช
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน

ถ้านับตั้งแต่ ค.ศ. 1856 พรรคริพับลิกันส่งผู้สมัคร
ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งหมด 38 ครั้ง ชนะ 23 ครั้ง

http://en.wikipedia.org/wiki/Republican_Party_(United_States)

Democrat

พรรคเดโมแครต (สหรัฐอเมริกา)
ชื่อเดิมของพรรคเดโมแครตคือ
พรรคเดโมเครติก-ริพับลิกัน ซึ่งก่อตั้งโดยประธานาธิบดีทอมัส เจฟเฟอร์สัน
ในปี ค.ศ. 1792 ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
หลังจากชัยชนะของพรรคเดโมเครติก-ริพับลิกันต่อพรรคเฟเดอรัลลิสต์
ในปี 1800 พรรคได้กลายเป็นพรรคการเมืองหลักของสหรัฐฯ
ภายในพรรคเองได้แบ่งออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ
ในที่สุดประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ได้แยกฝ่ายของตนเอง
ออกมาเป็น “พรรคเดโมแครต” ในปี 1828

ในช่วง ค.ศ. 1828-1854 พรรคเดโมแครตสลับขึ้นครองอำนาจ
กับพรรควิก จนกระทั่งช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา
พรรคเดโมแครตต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่แทนพรรควิกที่ล่มสลายไป
ซึ่งก็คือ พรรคริพับลิกัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอบราแฮม ลิงคอล์น
ซึ่งครองอำนาจเหนือพรรคเดโมแครตในช่วงปี 1860-1896

Abraham Lincoln

พรรคเดโมแครตกลับมาครองอำนาจในทำเนียบประธานาธิบดีอีกครั้ง
ในช่วงปี 1932 โดยการนำของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์
ซึ่งตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากนั้นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีที่สำคัญ
คือ แฮร์รี เอส. ทรูแมน และจอห์น เอฟ. เคนเนดี

http://en.wikipedia.org/wiki/Democratic_Party_(United_States)


เอเจนซี/เอเอฟพี
- จอห์น แมคเคนแห่งรีพับลิกันและบารัค โอบามาแห่งเดโมแครต
ต่างทุ่มพลังกระตุ้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงสุดสัปดาห์สุดท้าย
ของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
ชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยาวนานนับปี

ทั้งนี้ แมคเคนใช้เวลาในวันเสาร์(1)หาเสียงที่เวอร์จิเนีย
และเพนซิลเวเนีย โดยหวังพลิกคะแนนเลือกตั้งให้ได้
ในวันอังคารนี้ (4) ทว่า เวอร์จิเนียซึ่งเป็นฐานเสียงของรีพับลิกันมาตลอด
ก็ดูเหมือนมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางโอบามามากขึ้น
ในช่วงหลัง แต่แมคเคนก็พยายามหาทางแย่งคะแนน
จากโอบามาในเพนซิลเวเนียซึ่งเป็นฐานเสียงของเดโมแครตด้วยเช่นกัน

ด้านโอบามาซึ่งมีคะแนนเป็นต่อในระดับประเทศ
และยังนำในมลรัฐสำคัญๆ ที่จะเป็นจุดตัดสินผลการเลือกตั้งด้วย
ก็พยายามหาทางน็อคเอาท์คู่แข่งให้ได้ในเนวาดา
โคโลราโด และมิสซูรี ซึ่งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช
เคยชิงชัยไปได้ในการเลือกตั้งปี 2004

อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งคราวนี้
บุชกลับไม่ได้ปรากฏตัวในการหาเสียงที่ใดเลย
หลังจากที่คะแนนนิยมในตัวเขาตก ต่ำลงอย่างหนัก
ในขณะที่ทีมรณรงค์หาเสียงของโอบามา
ก็โจมตีแมคเคนอยู่เนืองๆ ว่าเป็นคนที่ถอดแบบมาจากบุช
อีกทั้งยังชี้ว่ารองประธานาธิบดีดิค เชนีย์
กล่าวชื่นชมแมคเคนที่บ้านเกิดของเขาในไวโอมิง

“ผมขอแสดงความยินดีกับวุฒิสมาชิกแมคเคนด้วย
ที่ได้การสนับสนุนดังกล่าวนี้ เพราะเขาควรได้รับมันจริงๆ
และเป็นการสนับสนุนที่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ” โอบามากล่าว

ส่วนแมคเคนก็เยาะเย้ยโอบามาที่พูดถึงชัยชนะ
ในการเลือกตั้งขั้นต้นว่า ทำให้เขามีศรัทธาในชาวอเมริกันมากขึ้น
ว่า “เขาพูดเมื่อวันก่อนว่าชัยชนะในการเลือกตั้งของเขา
เป็นการกอบกู้ศรัทธาของ เขาต่ออเมริกา
ท่านทั้งหลาย ประเทศชาติของผมไม่เคยต้อง
พิสูจน์ตัวเองต่อผมเลย ผมมีศรัทธาต่ออเมริกาเสมอมา”

ในวันพรุ่งนี้ (4) ชาวอเมริกันจะใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ
ใน 51 เขตซึ่งได้แก่รัฐต่างๆ 50 มลรัฐ กับเขตดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย
โดยในแต่ละมลรัฐจะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร
และหากผู้สมัครคนใดที่ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 270 คะแนน
ก็จะเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนต่อไป

ทั้งนี้ ชาวอเมริกันจะต้องเลือกระหว่าง โอบามา
วุฒิสมาชิกวัย 47 ปีจากรัฐอิลลินอยส์ ผู้อาจจะได้เป็นประธานาธิบดี
ผิวสีคนแรกของสหรัฐฯ กับแมคเคน วุฒิสมาชิกจากแอริโซนา วัย 72 ปี
เขาอาจจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุด
ในการเข้ารับตำแหน่งในสมัยแรก

หากผลสำรวจคะแนนนิยมถูกต้อง
โอบามาจะเป็นผู้ชนะด้วยคะแนนทิ้งห่างจากคู่แข่ง
ทว่า แมคเคนและทีมรณรงค์หาเสียงของเขา
ก็ยังมีความหวังจากคะแนนนิยมที่รีพับลิกัน ทำสำรวจขึ้นเอง
รวมทั้งผลสำรวจความเห็นบางสำนักก็ให้แมคเคนเป็นต่ออยู่

อนึ่ง รอยเตอร์/ซี-สแปน/ซ็อกบีเผยผลสำรวจ
เมื่อวันเสาร์ (1) ว่าโอบามามีคะแนนนำแมคเคนอยู่ราว 5 จุด
ขณะที่ผลสำรวจคะแนนนิยมรายวันของแกลลัพล่าสุด
ระบุว่าเดโมแครตมีคะแนนนำรีพับลิกันสูงขึ้น
โดยอยู่ที่ 52 ต่อ 42 เปอร์เซ็นต์
ส่วนวอชิงตันโพสต์-เอบีซี นิวส์ บอก
โอบามานำแมคเคนที่ 53 ต่อ 44 เปอร์เซ็นต์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.manager.co.th ค่ะ


   election2008.jpg

บีบีซีนิวส์/เอ เอฟพี - บรรดาผู้สมัครชั้นนำ
ต่างเร่งตระเวนโฉบเฉี่ยวไปทั่วมลรัฐไอโอวา
ในวันที่ 2 มี.ค. เพื่อเสาะแสวงหาทุกคะแนนเสียงสุดท้าย
หนึ่งวันก่อนหน้าการเลือกตั้งขั้นต้นหาตัวแทนของแต่ละพรรคใหญ่
ในมลรัฐแถบภาคตะวันตกกลางของสหรัฐฯ แห่งนี้
ซึ่งเป็นเสมือนการตัดริบบิ้นอย่างเป็นทางการ สำหรับกระบวนการเลือกสรร
ผู้เข้าชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประจำ ปี 2008

ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ยังจะดำรงตำแหน่ง
ไปจนกระทั่งถึงวันที่ 20 มกราคม 2009
ทว่าการแข่งขันเพื่อที่จะเข้าครอง ทำเนียบขาวต่อจากเขา
ก็กำลังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทุกขณะแล้ว

บรรดาผู้หวังที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป
จาก ทั้ง 2 พรรคการเมืองหลักของอเมริกา
นั่นคือ เดโมแครต และ รีพับลิกัน เวลานี้ ต่างกำลังต่อสู้กัน
เพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

กระบวนการในการคัดเลือกตัวผู้สมัครในคราวนี้
จะเริ่มต้นกัน อย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม
ด้วย “คอคัส” ที่ไอโอวา ซึ่งนับว่ารวดเร็ว
ยิ่งกว่าการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่าน มา

  ต่อไปนี้คือบางคำถาม-คำตอบ
เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี อเมริกัน:

**การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไร ?

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008

**ในวันนั้นจะมีการเลือกตั้งอะไรกันบ้าง ?

เลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา
และหนึ่งในสามของที่ นั่งใน วุฒิสภา

**ใครบ้างที่ลงชิงชัยเพื่อเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนต่อไป ?

การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อที่น่าสนใจในแง่ของคนที่ไม่ได้ลงแข่งขันด้วย
นั่นคือ เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1928 ที่ทั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี
ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ไม่ได้ประกาศลงชิงชัย
เพื่อเป็นผู้สมัครของพรรคในการเลือกตั้งสมัยต่อไป

  สำหรับผู้ที่ลงแข่งขันและได้รับการกล่าวขวัญ ถึง

ทางด้านพรรคเดโมแครต มีอยู่ 3 คน ซึ่งโดดเด่นกว่าเพื่อน ได้แก่

– ฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีบิล คลิ นตัน
–บารัค โอบามา วุฒิสมาชิก ผิวดำจากมลรัฐอิลลินอยส์
– จอห์น เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้เคยลงชิงตำแน่งรองประธานาธิบดีปี 2004
ในทีมของ จอห์น แคร์ รี

  ทางด้านพรรครีพับลิกัน ยังออกจะพร่าเลือนมากกว่า
แต่ผู้ที่มีคะแนนนำในโพลหยั่งเสียง ได้แก่

–รูดี จูลิอานี อดีตนายก เทศมนตรีนครนิวยอร์ก
–ไมก์ ฮัก คาบี อดีตผู้ว่าการมลรัฐ อาร์คันซอ
–จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกมลรัฐแอริโซนา
– มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการมลรัฐ แมสซาชูเซตส์
–เฟรด ธอมป์สัน นักแสดงและอดีต วุฒิสมาชิก
อย่างไรก็ตาม เรตติ้งที่วัดกันก่อนหน้านี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง
ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน ทันทีที่พวกผู้สนับสนุนของ 2 พรรคการเมืองหลัก
เริ่มต้นกระบวนการในการคัดเลือกตั้งผู้สมัคร
โดยในปีนี้เริ่มต้นที่มลรัฐ ไอโอวา ในวันที่ 3 มกราคม

**พรรคไหนมีโอกาสชนะมากที่สุด ?

“แนวโน้มจากผลการหยั่งเสียงระดับชาติครั้งใหญ่ๆ
ต่างเทมาทางข้างพรรคเดโมแครตอย่างเด็ดขาดแน่นอน”
ศูนย์วิจัย พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ เขียนระบุเอาไว้
ในรายงานเมื่อเดือน ตุลาคม ปีที่ผ่านมา

รายงานนี้กล่าวต่อไปว่า “ความไม่พอใจต่อสภาพของประเทศชาติ
กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
เรตติ้งความยอมรับ ในประธานาธิบดีบุชก็ได้หล่นฮวบจาก 50% เหลือ 30%
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และ ความได้เปรียบที่ชาวพรรคเดโมแครต
มีเหนือกว่าชาวพรรครีพับลิกัน ในเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกผูกพันอยู่กับพรรคนั้น
ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนเท่านั้น
แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกัน ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาอีก ด้วย”

กระนั้นก็ตาม ยังคงมีคำถามอยู่ว่า
ชาวพรรคเดโมแครตจะคัด สรรหาผู้สมัครซึ่งสามารถที่จะใช้ประโยชน์
จากความได้เปรียบเช่นนี้ได้หรือไม่ จำนวนมากมายมหาศาลเลยย่อมขึ้นอยู่กับทักษะ
และบุคลิกภาพของผู้สมัครนั้นๆ ตลอดจน การที่เขา(หรือเธอ) จะสามารถรับมือ
กับการท้าทายต่างๆ ซึ่งบังเกิดขึ้นระหว่างการ รณรงค์หาเสียงได้ดีเพียง ใด

**ประเด็นปัญหาหลักๆ ในการชิงชัยคราวนี้มีอะไรบ้าง ?

ในระดับทั่วประเทศแล้ว ผลโพลบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงถือว่า เรื่องอิรัก, เศรษฐกิจ,
โครงการดูแลสุขภาพ, การศึกษา, การงาน, และ ความมั่นคงแห่งชาติ
คือสิ่งซึ่งมีความสำคัญที่สุดสำหรับพวก เขา

อย่างไรก็ตาม มันยังเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละมลรัฐอีก
โดย เรื่องผู้อพยพกำลังเป็นประเด็นปัญหาเผ็ดร้อนที่สุดในบางบริเวณของ สหรัฐฯ

สำหรับประเด็นปัญหาทางสังคม อาทิ การทำแท้ง, การวิจัยด้านสเตมเซลล์,
และการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน ดูจะมีความสำคัญน้อยลง
สำหรับ ผู้ออกเสียง เมื่อเทียบกับช่วงการเลือกตั้งครั้งที่แล้วใน ปี 2004

**ผู้สมัครจะกลายเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างไร ?

แต่ละพรรคจะจัดการประชุมใหญ่ (party convention)กัน
ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2008 เพื่อลงมติเลือกผู้ที่พรรคจะส่งลงสมัคร
ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ทว่าในทางเป็นจริงแล้ว
ผู้แทนที่เข้าไปร่วมการประชุมและลงมติในที่ประชุมใหญ่
ล้วนแต่ประกาศให้คำมั่นสัญญากันชัดเจน แล้วว่าจะไปเลือกใคร
ดังนั้น การแข่งขันชิงชัยกันจริงๆ จึงอยู่ในช่วงการคัดเลือกผู้แทน
ของแต่ละมลรัฐที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่ของพรรค

การคัดเลือกผู้แทนของมลรัฐเพื่อไปร่วมการประชุมใหญ่พรรค นี้
มีวิธีการใหญ่ๆ อยู่ 2 วิธี กล่าวคือ มลรัฐส่วนใหญ่ใช้วิธีจัดให้ผู้สนับสนุนพรรค
มาออกเสียงกันทั่วทั้งมลรัฐ ที่เรียกกันว่า “ไพรมารี” (primary)
เพื่อ ตัดสินกันไปเลยว่าพวกเขาอยากให้ผู้สมัครคนไหน
ได้เป็นตัวแทนของพรรคลงชิงเก้าอี้ ทำเนียบขาว
ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นจะจัดให้มีการประชุมในที่สาธารณะตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งมลรัฐ
การประชุมเช่นนี้ ซึ่งเรียกกันว่า “คอคัส” (caucus)จะมีการ อภิปราย
และตัดสินกันว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนไหน
แต่รวมความแล้วว่า ผู้แทนที่จะไปเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรค
ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากแต่ละมลรัฐ ไม่ว่าด้วยวิธี ” ไพรมารี” หรือ “คอคัส”
ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเขา (หรือเธอ) จะไปโหวตให้ผู้สมัครคนไหนในที่ประชุมใหญ่

แต่ละมลรัฐจะได้รับการจัดสรรจากทางพรรคว่า
ให้มีผู้แทนเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้กี่คน
และเมื่อมลรัฐต่างๆ ทยอยทำ “ไพรมารี” หรือ “คอคัส” แล้วแต่กรณีไปสักระยะหนึ่ง
ก็มักจะทราบชัดเจนว่าผู้สมัครคนไหนที่ได้คะแนนสนับสนุน
จากผู้แทนที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่จนมากเพียงพอที่จะชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว
สำหรับ ปีนี้เป็นที่คาดหมายกันว่าน่าจะทราบว่า
ผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้ชนะกันตั้งแต่ เดือน กุมภาพันธ์

**หลังจากการประชุมใหญ่พรรคแล้วจะมีอะไรเกิด ขึ้นอีกก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ?

พรรคเดโมแครตจะจัดการประชุมใหญที่โคโลราโดตอนปลายเดือนสิงหาคม
ส่วนพรรครีพับลิกันจะจัดที่มินนิอาโปลิสตอนต้นเดือน กันยายน

ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคใหญ่ทั้ง 2
มีกำหนดจะโต้วาทีกันทางทีวีในวันที่ 26 กันยายน, 7 ตุลาคม, และ 15 ตุลาคม

นอกจากนั้น พวกเขายังจะรณรงค์หาเสียงกันอย่างเข้มข้นในมลรัฐซึ่งถือเป็นสมรภูมิ สำคัญ

**ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะได้เป็นประธานาธิบดีใช่หรือไม่ ?

ไม่แน่เสมอไป
ในทางเทคนิคแล้ว ประชาชนผู้ออกเสียงแต่ละคนไม่ได้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีโดยตรง
แต่พวกเขาเลือก “ผู้เลือกตั้ง” (elector) ซึ่งให้สัญญาไว้ชัดเจนว่า
จะไปโหวตให้ผู้สมัครคนไหน และผู้เลือกตั้ง เหล่านี้ คือผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีตัวจริง
ผู้เลือกตั้งเหล่านี้มีจำนวน 538 คน โดยที่มลรัฐใหญ่
จะได้รับจัดสรรจำนวนผู้เลือกตั้งมากกว่ามลรัฐ เล็ก

ในแทบจะทุกมลรัฐใช้กติกาที่ว่า ผู้สมัครคนไหนที่ชนะได้คะแนนเสียงข้างมาก
จากผู้ออกเสียง (popular vote) ในมลรัฐนั้นๆ
ก็จะได้คะแนนของ คณะผู้เลือกตั้ง (electoral college vote)
ของมลรัฐดังกล่าวไปทั้งหมดเลย แม้ว่า จะเฉือนชนะผู้สมัครคนอื่นเพียงนิดเดียวก็ตามที
ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ลงท้าย ผู้สมัครคนหนึ่งได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่า
และได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป แม้จะได้คะแนนเสียงจากประชาชนผู้ออกเสียง
ทั้งหมดทั่วประเทศ น้อยกว่าคู่แข่งขัน ก็ตาม ที

**มลรัฐที่มีสมรภูมิสำคัญคือที่ไหนบ้าง ?

ตามแบบแผนการออกเสียงในปีหลังๆ มานี้บ่งชี้ว่า มลรัฐ แถบชายฝั่งตะวันออก
และชายฝั่งตะวันตกแทบทั้งหมดจะลงคะแนนให้เดโมแครต
และมลรัฐ อื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่จะโหวตให้รีพับลิกัน
อย่างไรก็ตาม มีมลรัฐจำนวนหนึ่งซึ่ง การออกเสียงอาจจะเหวี่ยงไปมาไม่แน่นอน
อาทิ ฟลอริดา, โอไฮโอ, และ เพนซิลเวเนีย (ซึ่งแต่ละมลรัฐมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตั้งแต่ 20 เสียงขึ้นไป)
นอกจากนั้น ก็เป็น แอริโซนา, โคโลราโด, ไอโอวา, มิสซูรี, นิวเม็กซิโก,
เนวาดา, เทนเนสซี, เวอร์จิเนีย, และ วิสคอนซิน

**เลือกตั้งคราวนี้จะมีผู้สมัครจากฝ่ายที่ 3 อันเข้มแข็งหรือไม่ ?

บุคคลที่ถูกจับมองตามากที่สุดว่าอาจเป็นผู้สมัครฝ่าย ที่ 3 ในสมัยนี้ได้
คือ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อภิมหาเศรษฐี
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กอยู่ในปัจจุบัน
ถึงแม้เขาปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่คิดที่จะลง แข่งขันก็ตาม ที

ในอดีตที่ผ่านมา ผู้สมัครฝ่ายที่ 3 สามารถทำให้ผลเลือกตั้ง ผันแปรไป
ถึงแม้ตัวเขาเองไม่ได้เป็นผู้ชนะ เพราะเขาอาจมีอิทธิพลดึงคะแนนเสียง
จากผู้สมัครของพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งหรือทั้ง 2 พรรคก็ ได้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2551
election2008.gif